ตลาดการเงินกลับมาเปิดรับความเสี่ยง ขณะที่นักลงทุนต่างชาติมีการขายทำกำไรหุ้นที่ฟื้นตัว และพักเงินในบอนด์ไทยก่อนหน้าการประชุมกนง.ในวันพรุ่งนี้
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ หัวหน้าทีมกลยุทธ์ตลาดการเงินและวางแผนการลงทุน EASY INVEST บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ (SCBS) เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดเช้าวันนี้ 29.98 บาทต่อดอลลาร์ ไม่เปลี่ยนแปลงจากช่วงปิดสิ้นวันทำการก่อน ประเมินกรอบเงินบาทระหว่างวัน 29.90-30.10 บาทต่อดอลลาร์
ตลาดการเงินกลับมาเปิดรับความเสี่ยงในคืนที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 ของสหรัฐปรับตัวขึ้น 1.30% จากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหลังปรับตัวลงแรงในช่วงสัปดาห์ก่อน เช่นเดียวกับดัชนี STOXX 600 ของยุโรปที่ปรับตัวขึ้นถึง1.24%
อย่างไรก็ดี นักลงทุนส่วนมากยังมีความกังวลกับการผลิตและแจกจ่ายวัคซีน และความผันผวนจากแรงเก็งกำไรของนักลงทุนรายย่อยอยู่ สังเกตุได้จาก VIX Index ที่ลอยอยู่เหนือระดับ 30จุด เทียบกับค่าเฉลี่ยช่วงปลายปี 2020 ที่เพียงราว 20-25จุด
ด้านตัวเลขเศรษฐกิจ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของสหรัฐ (U.S. Jan. ISM Manufacturing) ย่อตัวลงมาที่ระดับ 58.7จุด จากเดิมที่ระดับ 60.5จุด จากคำสั่งซื้อที่ชะลอตัว แต่ตลาดดูจะเชื่อว่าบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีในสหรัฐยังมีอนาคตที่สดใสกว่าฝั่งยุโรป จึงย้ายกลับมาลงทุน หนุนให้เงินดอลลาร์ปรับตัวสูงขึ้น 0.3% เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักส่วนบอนด์ยีลด์สหรัฐอายุสิบปีขยับขึ้น 3bps มาที่ระดับ 1.07% ขณะที่บอนด์ยีลด์เยอรมันอายุสิบปีทรงตัวที่ -0.51%
ฝั่งเงินบาท ระยะสั้นอ่อนค่าจากทิศทางของดอลลาร์ที่ฟื้นตัวในช่วงคืนวันก่อน โดยนักลงทุนต่างชาติมีการขายทำกำไรหุ้นที่ฟื้นตัว และพักเงินในบอนด์ไทยก่อนหน้าการประชุมกนง ส่วนวันนี้ เชื่อว่าตลาดจะซื้อขายในกรอบแคบลงตามทิศทางของสกุลเงินเอเชีย ขณะที่โดยรวมยังไม่มีประเด็นใหญ่พอที่จะสามารถทำให้เงินบาทเคลื่อนไหวได้มากในช่วงนี้
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงินธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 29.95-30.05 บาทต่อดอลลาร์ตลาดพลิกกลับมาเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) แม้ว่า รายงานข้อมูลเศรษฐกิจทั่วโลกต่างส่งสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัวและล้วนออกมาแย่กว่าคาด อาทิ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของจีน (Caixin Manufacturing PMI) เดือนมกราคมที่ลดลงสู่ระดับ 51.5จุด จาก 53.0จุดก่อนหน้า เช่นเดียวกับ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของสหรัฐฯ (ISM Manufacturing PMI) เดือนมกราคมที่ลดลงสู่ระดับ 58.7จุด จาก60.5จุดก่อนหน้า นอกจากนี้ ในฝั่งยุโรป ยอดค้าปลีกของเยอรมัน (Retail Sales) ในเดือนธันวาคมก็หดตัวเกือบ 10% จากเดือนก่อนหน้า
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า ตลาดกลับมาให้ความสนใจต่อ ระดับราคาของสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้น ว่าถูกหรือแพงเกินไปเมื่อเทียบกับแนวโน้มผลประกอบการ ซึ่งตลาดต่างคาดหวังว่าผลกำไรจะเติบโตดีขึ้นหนุนโดยจากการแจกจ่ายวัคซีนทั่วโลก ทำให้เมื่อตลาดมีการปรับฐานลงมาถึงระดับหนึ่ง ก็จะมีผู้เล่นบางส่วนรอเข้ามาสะสมสินทรัพย์เสี่ยง(Buy on dips) ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกรีบาวด์ขึ้น โดย ในฝั่งสหรัฐฯ ดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้น 1.6% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ NASDAQ พุ่งขึ้นราว 2.6% หลังตลาดรอลุ้นผลประกอบการที่เติบโตต่อเนื่องจากหุ้นเทคฯขนาดใหญ่ ส่วน ในฝั่งยุโรป ดัชนี stoxx50 ก็กลับมาปิดบวก 1.4%
อย่างไรก็ดี แม้ตลาดเปิดรับความเสี่ยง ทว่าผู้เล่นบางส่วนยังคงมีท่าทีระมัดระวัง สะท้อนจากบอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ที่ทรงตัวในระดับ 1.07% ส่วนเงินดอลลาร์ก็แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดย ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น 0.5% สู่ระดับ 91 จุด ส่วนเงินยูโร อ่อนค่าลง 0.7% สู่ระดับ 1.206 ดอลลาร์ต่อยูโร เช่นเดียวกับ เงินเยนญี่ปุ่นที่อ่อนค่าลง 0.3% แตะระดับ 105 เยนต่อดอลลาร์
สำหรับวันนี้ ตลาดจะติดตามรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน อาทิ Amazon และ Google ซึ่งในฝั่งสหรัฐฯนั้นสัปดาห์นี้จะมีบริษัทจดทะเบียนกว่า 200 บริษัทรายงานผลประกอบการ โดยผลประกอบการต้องดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้และผู้บริหารมีมุมมองที่เป็นบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการในอนาคต จึงจะพอช่วยให้ราคาหุ้นยังสามารถปรับตัวขึ้นได้
นอกเหนือจากรายงานผลประกอบการ ยังมีรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจดังนี้ เริ่มจากในฝั่งเอเชีย เรามองว่าการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจในโซนเอเชีย รวมถึงออสเตรเลีย จะช่วยให้ธนาคารกลางในภูมิภาคเอเชียที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำใกล้ 0% ยังไม่ต้องรีบลดดอกเบี้ยเพิ่มจนหลือ 0% หรือ ติดลบ โดยเรามองว่าธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) จะคงอัตราดอกเบี้ย (Cash Rate Target) ที่ระดับ 0.10%
ถัดมาในฟากยุโรป เศรษฐกิจยูโรโซนในไตรมาส 4 จะหดตัว ราว 5% จากระยะเวลาเดียวกันปีก่อน ทว่าผลกระทบจากการระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 กลับไม่ได้แย่อย่างที่คิด เนื่องจากภาคธุรกิจและครัวเรือนต่างปรับตัวให้เข้ากับมาตรการ Lockdown ได้ดี สะท้อนผ่านภาพเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ของเยอรมนี ฝรั่งเศสและสเปนที่ดีกว่าคาด






