วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

‘เงินบาท’วันนี้เปิดตลาด ‘แข็งค่า’ 29.89 บาทต่อดอลลาร์

‘เงินบาท’วันนี้เปิดตลาด ‘แข็งค่า’ 29.89 บาทต่อดอลลาร์

ตลาดการเงินติดตามตัวเลขเศรษฐกิจจริงมากขึ้น ระวังถ้าตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐานแรง ก็อาจกดดันให้นักลงทุนต้องขายสินทรัพย์อื่นๆ รวมถึงเงินบาทไปพร้อมกันด้วย และคาดกนง. คงดอกเบี้ย0.5%ในวันพุธนี้

นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ หัวหน้าทีมกลยุทธ์ตลาดการเงินและวางแผนการลงทุน EASY INVEST บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ (SCBS) เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดเช้าวันนี้ 29.89 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าจากช่วงปิดสิ้นวันทำการก่อนที่ 29.97 บาทต่อดอลลาร์ ประเมินกรอบเงินบาทระหว่างวัน 29.80-30.00 บาทต่อดอลลาร์และกรอบเงินบาทรายสัปดาห์ 29.75-30.25 บาทต่อดอลลาร์

ส่วนเงินบาท เชื่อว่าต้องติดตามผลการประชุมกนง.ในสัปดาห์นี้ให้ผ่านพ้นไปก่อน ส่วนประเด็นหลักช่วงนี้ ด้านบวกยังคงเป็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเอเชีย และการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ สวนทางกับด้านลบอย่างภาพตลาดทุนทั่วโลกที่ปรับฐาน และการระบาดของไวรัสในไทย อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าเงินบาทไม่ได้อยู่ในกระแสของนักลงทุนมากนัก จึงน่าจะเคลื่อนไหวตามภาพเศรษฐกิจจริงมากกว่า เพียงแต่ต้องระวังว่าถ้าตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐานแรง ก็อาจกดดันให้นักลงทุนต้องขายสินทรัพย์อื่นๆ รวมถึงเงินบาทไปพร้อมกันด้วย

ในสัปดาห์นี้ แนะนำติดตามผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) ในวันพุธคาดว่าจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.50% แม้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าและแรงกดดันของเงินเฟ้อยู่ในระดับต่ำ แต่เชื่อว่าประโยชน์ของการลดดอกเบี้ยจากนี้มีไม่มาก ขณะที่ความไม่แน่นอนในตลาดการเงินอยู่ในระดับสูง จึงคาดว่ากนง.จะรอดูสถานการณ์ไปก่อน

ด้านเศรษฐกิจที่น่าสนใจที่สุดในสัปดาห์นี้คือการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐ (U.S. Nonfarm Payrolls) ในวันศุกร์ ซึ่งตลาดมองว่าจะเพิ่มขึ้นราว 50,000 ตำแหน่งในเดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ต้องระวังการเลิกจ้างในภาคบริการโดยเฉพาะในกลุ่มโรงแรมและร้านอาหาร ซึ่งคาดว่าสัญญาณเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า จะหนุนให้การเจรจาเรื่องงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ในสหรัฐเกิดขึ้นได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์

ฝั่งตลาดเงิน สัปดาห์นี้คาดว่าตลาดจะติดตามตัวเลขเศรษฐกิจมากขึ้น โดยอาจเริ่มมองตั้งแต่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อทั้งในและนอกภาคการผลิตในสหรัฐ ไปจนถึงตัวเลขตลาดแรงงานในวันศุกร์ ขณะเดียวกันก็เชื่อว่ายังมีความผันผวนในตลาดทุนที่สูงจากแรงเก็งกำไรของรายย่อยเข้ามาผสม ทำให้ตลาดมีโอกาสปิดรับความเสี่ยงได้ในระยะสั้น โดยรวมจึงมีความเป็นไปได้มากที่เงินดอลลาร์จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบกว้าง

กรอบดัชนีดอลลาร์ (Dollar Index) สัปดาห์นี้ 90.00-91.00 จุด ระดับปัจจุบัน 90.64 จุด

นายพูน พานิชพิบูลย์  นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงินธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า มองกรอบเงินบาท สัปดาห์นี้ที่ระดับ29.85-30.15 บาทต่อดอลลาร์ และกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 29.95-30.05 บาทต่อดอลลาร์

ในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่จะอยู่ในภาวะระมัดระวัง ทำให้ตลาดมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้นได้หาก รายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนโดยรวมน่าผิดหวัง หรือ ข้อมูลเศรษฐกิจทั่วโลกแย่กว่าคาด อาทิยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐฯ กลับลดลงต่อเนื่อง ส่วนในฝั่งไทย ผู้เล่นส่วนใหญ่จะรอผลการประชุมของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่ง เราคาดว่าจะมีการปรับมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจที่แย่ลงจากผลกระทบของการระบาด COVID-19 ระลอกใหม่ตอนต้นปี ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังคงอยู่ที่ระดับ0.50% ต่อไป เนื่องจาก ธปท. อาจต้องการเก็บกระสุนดอกเบี้ยนโยบายไว้ใช้ยามจำเป็น และต้องการใช้นโยบายช่วยเหลือผู้ประกอบการและภาคครัวเรือนที่ตรงจุดมากกว่า เช่น นโยบาย Soft loans เป็นต้น

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจและการประชุมของธนาคารกลางที่น่าสนใจ มีดังต่อไปนี้

ในฝั่งสหรัฐฯ แม้ว่าโดยรวมภาคการผลิตและการบริการของสหรัฐฯยังอยู่ในภาวะขยายตัวต่อเนื่อง ทว่าผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 จะกดดันให้ภาคการบริการเริ่มชะลอตัวลง สะท้อนผ่านดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ โดย ISM เดือนมกราคม ที่จะลดลงสู่ระดับ 56.7จุด จาก 57.7 ในเดือนก่อน ขณะที่ภาคการผลิตจะได้รับผลกระทบไม่มาก โดย ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต โดย ISM จะทรงตัวที่ระดับ 60จุด ส่วน ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) จะเพิ่มขึ้นเพียง 5หมื่นราย และอัตราการว่างงานยังคงอยู่ที่ระดับ 6.7% ย้ำว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะดีขึ้น หากมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่หรือวัคซีนแจกจ่ายได้เร็วขึ้น

ส่วนฝั่งยุโรป เศรษฐกิจยูโรโซนในไตรมาส 4 จะหดตัว ราว 5% จากระยะเวลาเดียวกันปีก่อน ทว่าผลกระทบจากการระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 กลับไม่ได้แย่อย่างที่คิด เนื่องจากภาคธุรกิจและครัวเรือนต่างปรับตัวให้เข้ากับมาตรการ Lockdown ได้ดี สะท้อนผ่านภาพเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ของเยอรมนี ฝรั่งเศสและสเปนที่ดีกว่าคาด ดังนั้นภาพเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวทั่วยุโรปจะลดแรงกดดันต่อธนาคารกลาง ทำให้ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Bank Rate) ไว้ที่ระดับ 0.10%

และในฝั่งเอเชีย การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจในโซนเอเชีย รวมถึงออสเตรเลีย จะช่วยให้ธนาคารกลางในภูมิภาคเอเชียที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำใกล้ 0% ยังไม่ต้องรีบลดดอกเบี้ยเพิ่มจนหลือ 0% หรือ ติดลบ โดยเรามองว่า ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) จะคงอัตราดอกเบี้ย (Cash Rate Target) ที่ระดับ 0.10% ขณะที่ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) อาจลดดอกเบี้ยลง 0.25% เหลือ 3.75% เพื่อช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวเศรษฐกิจ เนื่องจาก RBI ยังมีกระสุนในการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขณะเดียวกัน การลดดอกเบี้ยนโยบายก็จะช่วยคุมต้นทุนการกู้ยืมเงินของรัฐบาลและปรับให้บอนด์ยีลด์ปรับตัวลงมาได้ทั้งเคิร์ฟ ลดทอนผลกระทบจากการกู้เงินจำนวนมากเพื่อใช้ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจการคลังของรัฐบาล

เงินดอลลาร์มีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ Sideways ในระยะสั้น โดยในกรณีที่ ตลาดปิดรับความเสี่ยงจากความผิดหวังกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือสถานการณ์การระบาด COVID-19 ที่รุนแรงขึ้น รวมถึงการแจกจ่ายวัคซีนล่าช้าไปมาก เงินดอลลาร์ก็จะสามารถแข็งค่าขึ้นต่อได้ กลับกันเงินดอลลาร์ก็พร้อมอ่อนค่าได้ต่อ หากตลาดคลายกังวลแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด หรือ เริ่มมีความหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจการคลังของสหรัฐฯมากขึ้น

ส่วนในฝั่งเงินบาท  ยังคงมีทิศทางเคลื่อนไหวตามเงินดอลลาร์และฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ แต่โดยรวมเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวในกรอบใกล้ระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์ +/- 15 สตางค์ จนกว่าจะมีปัจจัยที่ทำให้ทิศทางของเงินดอลลาร์หรือฟันด์โฟลว์ชัดเจน  โดย ผู้นำข้ายังคงเข้ามาซื้อเงินดอลลาร์ หากเงินบาทแข็งค่าใกล้ระดับ 29.85-29.90 บาท/ดอลลาร์ ทำให้เงินบาทจะยังไม่แข็งค่าไปมากในระยะสั้น ส่วนผู้ส่งออกก็รอขายเงินดอลลาร์ที่ระดับ 30.10-30.15บาทต่อดอลลาร์ ทำให้เงินบาทก็อ่อนค่าหนักยากเช่นกัน