อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบไปเต็มๆ จากการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้การเดินทางทั่วโลกแทบหยุดชะงัก ประเทศไทยต้องปิดประเทศมานานเกือบ 1 ปี ทำให้สูญรายได้จากตลาดต่างชาติไปหลายล้านล้านบาท
ขณะที่ตลาดในประเทศซบเซาลงเช่นกัน เพราะคนกลัวโควิดจึงไม่กล้าออกไปไหน ยิ่งมาเกิดการระบาดระลอกใหม่เมื่อปลายปีก่อน ยิ่งซ้ำเติมให้ธุรกิจทรุดหนักลงไปอีก จากที่กำลังค่อยๆ เริ่มฟื้นตัว
เวลานี้ยังยากที่จะคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อไหร่ แม้จะมีวัคซีนออกมาแล้ว แต่คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าที่จะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ซึ่งจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของวัคซีนด้วย
“สายการบิน” เป็นอีกหนึ่งธุรกิจในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่อาการน่าเป็นห่วง โดยเที่ยวบินระหว่างประเทศต้องถูกยกเลิกทั้งหมด เหลือเพียงแค่ไฟลท์บินในประเทศ ซึ่งผู้โดยสารก็ลดฮวบ! ทำให้ต้องหยุดบินในหลายเส้นทาง บางเส้นต้องลดจำนวนไฟลท์ลงเพราะบินไปก็ไม่คุ้ม
ในขณะที่รายได้ลดลง แต่รายจ่ายยังต้องควักกระเป๋าออกไปทุกเดือน แม้ว่าแต่ละสายการบินจะพยายามรัดเข็มขัดอย่างเต็มที่ งัดสารพัดวิธีเพื่อให้องค์กรอยู่รอด แต่วิกฤตรอบนี้ถือว่าสาหัสที่สุดเท่าที่เคยเจอ
จนต้องรวมตัวกันไปขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟท์โลน) จากภาครัฐ ตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ค. 2563 หวังมาเติมสภาพคล่องให้กับธุรกิจ ประคองการจ้างงาน แต่ดูเหมือนว่ารอบนี้รัฐจะใจแข็ง แม้จะขอลดวงเงินช่วยเหลือจาก 2.4 หมื่นล้านบาท เหลือ 1.4 หมื่นล้านบาท แต่จนถึงเวลานี้ยังไม่มีมาตรการอะไรออกมา
หากมองในมุมของรัฐต้องการให้เอกชนไปขอความช่วยเหลือจากธนาคารที่ตัวเองเป็นลูกค้าก่อน เพราะถ้ารัฐยื่นมือเข้าไปช่วยอาจเกิดคำถามตามมาว่าเป็นการเลือกปฎิบัติหรือไม่? เพราะทุกธุรกิจได้รับผลกระทบเหมือนกันหมด
อย่างไรก็ตาม เริ่มมีสัญญาณที่ดีหลังกระทรวงการคลังมอบหมายให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เข้ามาช่วยหาทางออก ซึ่งบอร์ดเอ็กซิมแบงก์ได้หารือแนวทางในการปล่อยซอฟท์โลนให้กับสายการบินไปเมื่อวันที่ 28 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยมีการพิจารณาถึงข้อดีและข้อเสียในการปล่อยสินเชื่อ ก่อนส่งต่อให้กระทรวงการคลังและรัฐบาลเป็นผู้ชี้ขาด ซึ่งคงต้องมาลุ้นว่าผลจะออกมาอย่างไร
แต่ที่แน่ๆ ดูเริ่มที่จะมีความหวังมากขึ้น หลังเรื่องนิ่งมานาน โดยมีการประเมินกันว่าสุดท้ายแล้ว คงต้องมีมาตรการช่วยเหลือออกมา แต่จะเป็นรูปแบบไหน? จะเป็นซอฟท์โลนหรือไม่? ถ้าเป็นซอฟท์โลนจะได้วงเงินเท่าไหร่? มีเกณฑ์หรือเงื่อนไขอะไรเป็นตัวพิจารณา? ต้องรอติดตาม
ด้านบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มมุมมองบวกต่อธุรกิจการบิน หลังราคาหุ้นซึมซับข่าวร้ายการฟื้นตัวที่ล่าช้าจากการระบาดระลอกใหม่ไปมาก โดยราคาหุ้นบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV, บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT และ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA ปรับตัวลดลง 14%, 7.3% และ 13.8% หลังมีการระบาดรอบใหม่
สวนทางพัฒนาการเชิงบวก ทั้งความคืบหน้าเรื่องของวัคซีนโควิด ซึ่งหลังเริ่มมีการฉีดวัคซีนไปราว 1 เดือน พบว่าผู้ติดเชื้อใหม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่สถานการณ์ในประเทศดีขึ้นต่อเนื่องสามารถควบคุมโรคไว้ในพื้นที่จำกัด คาดว่าการเดินทางในประเทศจะฟื้นตัวราวไตรมาส 2 ปี 2564 จากนั้นจะเริ่มผ่อนคลายมาตรการเดินทางระหว่างประเทศ เช่น อาจเปิดให้ผู้รับวัคซีนเข้ามา หรือ กักตัวน้อยกว่า 14 วัน
นอกจากนี้ เริ่มเห็นความหนักแน่นของภาครัฐที่จะให้ซอฟท์โลนมากขึ้น ทั้งขั้นตอนการพิจารณาที่มีความชัดเจน และกรอบการให้วงเงินที่อิงกับความต่อเนื่องของการจ้างงานเป็นหลัก ซึ่งสามารถตรวจสอบและควบคุมการนำไปใช้ได้ง่ายจากบัญชีเงินเดือน
ประเมินว่าสายการบินน่าจะได้ซอฟท์โลนบางส่วน ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่องที่ต้องนำมาใช้ในช่วงที่ธุรกิจกำลังจะฟื้นตัว อย่างไรก็ตามเพื่อสะท้อนผลกระทบจากการระบาดรอบใหม่ และการยึดหลักอนุรักษ์นิยม จึงปรับลดประมาณการผลประกอบการของกลุ่มปี 2564-2565 ลงจากเดิม 120% และ 6.7% ตามลำดับ
โดยปี 2564 จะขาดทุนเพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่เป็นผลจาก AOT ที่ปีบัญชีสิ้นสุด ก.ย. 2564 ทำให้มีผลกระทบจากโควิดทุกไตรมาส โดยจุดต่ำสุดจะอยู่ในไตรมาส 1 ปี 2564 และจะเห็นพัฒนาการเชิงบวกชัดเจนในทุกๆ ไตรมาส และพลิกมีกำไรในปี 2565 ทั้งนี้ ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มการบิน “เท่ากับตลาด” และปรับเพิ่มมูลค่าใหม่ (Fair value) ของ AOT, AAV และ BA อยู่ที่ 71 บาท, 3.20 บาท และ 7.50 บาท







