'พักหนี้' ได้ประโยชน์อะไร แตกต่างกับ 'พักชำระหนี้' อย่างไร?

'พักหนี้' ได้ประโยชน์อะไร แตกต่างกับ 'พักชำระหนี้' อย่างไร?

ทำความเข้าใจความแตกต่างของการ "พักหนี้" และการ "พักชำระหนี้" ที่แตกต่างกัน ที่ช่วยให้ตัดสินใจวางแผนจัดการหนี้ช่วง "โควิด-19" ระบาดรอบใหม่ได้ดียิ่งขึ้น

"โควิด-19" ระบาดในประเทศรอบใหม่ และมีแนวโน้มว่าผลกระทบทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การดำเนินชีวิต กำลังจะวนสู่เส้นทางเก่าที่ได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า

สำหรับการระบาดรอบใหม่นี้ ดูเหมือนว่ากำลังการช่วงเหลือจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ก็อ่อนแรงลงกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม ล่าสุดธนาคาร "ออมสิน" ได้เปิดโอกาสให้ลูกค้าธนาคารฯ ที่ได้รับผลกระทบจาก "โควิด-19 รอบใหม่" ที่อยู่ในพื้นที่สีแดงจำนวน 28 จังหวัด โดยเริ่มให้ลงทะเบียนขอพักหนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. 63 เป็นต้นไป

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง:

"กรุงเทพธุรกิจออนไลน์" จะพาไปทำเข้าใจกับรายละเอียดของการ "พักหนี้" และการ "พักชำระหนี้" ก่อนที่จะเข้าร่วมโครงการลดภาระหนี้ของธนาคารต่างๆ เพื่อให้สามารถเตรียมตัวและวางแผนการชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสม

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ ได้คุยกับ พีรภัทร ฝอยทอง CFP ทนายความและที่ปรึกษากฎหมาย/นักวางแผนการเงินส่วนบุคคล อธิบายถึงลักษณะสำคัญของการ "พักหนี้" และความแตกต่างกันระหว่างการ "พักหนี้" และ "พักชำระหนี้" ไว้แบบเข้าใจง่ายๆ ดังนี้

  •  พักหนี้ 

การ “พักหนี้หมายความว่า ในงวดหนี้ที่ได้รับการพักหนี้จากธนาคาร ไม่ต้องจ่ายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย และธนาคารจะหยุดคิดดอกเบี้ยในช่วงที่เราพักหนี้ด้วย

ตัวอย่าง นาย A ต้องผ่อนชำระหนี้บ้านเดือนละ 10,000 บาท ได้รับมาตรการพักหนี้ 3 เดือน (สมมติว่าได้พักหนี้งวดที่ 10-13) เท่ากับว่า นาย A ไม่ต้องชำระเงินให้กับธนาคารเลย ในงวดที่ 10–13 ซึ่งในระหว่าง 3 เดือนที่ไม่ได้ชำระหนี้นั้น ธนาคารจะหยุดคิดดอกเบี้ยของนาย A ด้วย

ซึ่งหมายความว่า เมื่อพ้นระยะเวลาพักหนี้ไปแล้ว นาย A จะต้องกลับมาผ่อนชำระค่างวดเดือนละ 10,000 บาทตามเดิม ในงวดที่ 14 เหมือนว่า 3 เดือนที่ผ่านมาธนาคารหยุดเวลาไว้ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งการ "พักหนี้" ลักษณะนี้จะทำให้ลูกหนี้ไม่มีดอกเบี้ยค้างจ่ายกับธนาคารในเวลาที่มีการพักหนี้ไป

แต่สิ่งที่หลายคนสับสนคืออีกหนึ่งมาตรการที่ชื่อเรียกคล้ายๆ กัน นั่นคือ "การพักชำระหนี้" ที่มีความแตกต่างกัน 

  •  พักชำระหนี้ 

 "พักชำระหนี้" คือการพักการจ่ายหนี้ทั้งส่วนของเงินต้น และดอกเบี้ย แต่สิ่งที่ยังทำงานต่อไปตามปกติคือ "ดอกเบี้ย" หมายความว่า ในงวดที่ได้รับการพักชำระนั้น ลูกหนี้ที่พักชำระหนี้ จะไม่ต้องจ่ายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับธนาคาร แต่ธนาคารจะยังคิดดอกเบี้ยต่อไปเรื่อยๆ ระหว่างที่พักชำระหนี้ แล้วค่อยมาเก็บดอกเบี้ยในภายหลัง

ตัวอย่าง นาย B เป็นลูกค้าของธนาคาร ที่ให้มาตรการพักชำระหนี้ 3 เดือน  (สมมติว่าได้พักชำระหนี้งวดที่ 10-13) ระหว่างที่มีการพักชำระหนี้ นาย B ไม่ต้องชำระเงินให้กับธนาคารเลย ในงวดที่ 10 – 13 แต่หลังจากพ้นระยะเวลาพักชำระหนี้ 3 เดือนนี้แล้ว นาย A จะต้องกลับมาผ่อนชำระค่างวดตามปกติในงวดที่ 14 และจะต้องจ่ายดอกเบี้ยของงวดที่ 10-13 ซึ่งยังค้างชำระเอาไว้ด้วย

ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบกันตรงๆ "พักชำระหนี้" จะมีภาระมากกว่าการ "พักหนี้" เนื่องจากยังต้องจ่ายดอกเบี้ยในช่วงที่พักชำระ แต่ก็มีส่วนช่วยให้ ลดภาระการชำระหนี้ในบางส่วนได้ในสภาวะที่ "โควิด-19" ยังระบาดจนกระทบรายได้ และสภาพคล่องเช่นนี้ 

"ใครยังผ่อนไหว อยากแนะนำให้ผ่อนเท่าเดิม เพราะทำให้เงินต้นลด แต่ถ้าอยากลดภาระจริงๆ ลองดูว่าหากสามารถรีไฟแนนซ์ได้ อาจใช้การรีไฟแนนซ์แทน"

พีรภัทร ยังได้แนะนำเพิ่มเติมว่า "ใครยังผ่อนไหว อยากแนะนำให้ผ่อนเท่าเดิม เพราะทำให้เงินต้นลด แต่ถ้าอยากลดภาระจริงๆ ลองดูว่าหากสามารถรีไฟแนนซ์ได้ อาจใช้การรีไฟแนนซ์แทน เพราะจะช่วยลดดอกเบี้ยลงมา เนื่องจากปัจจุบันหลายธนาคารปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงมาแล้ว หากมีการเจรจาลดดอก ลดยอดการผ่อนให้ไปผ่อนต้นบ้างก็ยังดีกว่าพักชำระเฉยๆ เพราะว่าหากมีแค่การชำระแบบพักชำระชั่วขณะอาจกลายเป็นดินพอกหางหมู และต้องกลับมาชำระเพิ่มภายหลังอยู่ดี"