วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ล้วงกลยุทธ์‘ผาแดง’ลุยธุรกิจโรงแรม มั่นใจท่องเที่ยวฟื้น

ล้วงกลยุทธ์‘ผาแดง’ลุยธุรกิจโรงแรม มั่นใจท่องเที่ยวฟื้น

เปิดแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (2564-2568) “ผาแดงอินดัสทรี” ปั้นธุรกิจโรงแรมเติบโตหลายเท่าตัว เล็งซื้อกิจการใหม่ในและต่างประเทศเพิ่ม 2 ปี 1 แห่ง ขณะที่ “โฟร์ซีซั่นส์-คาเพลลา” คาดผลดำเนินงานพลิกกำไรปี 65

เมื่อธุรกิจพลังงานทดแทนประเภท พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) โอกาสเติบโตก้าวกระโดดเป็นไปได้ยาก จากที่บริษัทเข้าในธุรกิจนี้ช้ากว่าผู้ประกอบการรายอื่น และธุรกิจโซลาร์ในประเทศเริ่มเปลี่ยนไป ดังนั้น ตระกูลเตชะอุบล ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ PDI ดำเนินธุรกิจพลังงานทดแทน หากยังยึดติดอยู่กับการดำเนินธุรกิจรูปแบบเดิม โอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืนก็ยากขึ้น จึงตัดสินใจปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่เมื่อต้นปี 2563 มุ่งสู่ธุรกิจที่ถนัดคือ ธุรกิจโรงแรม ! 

ทอมมี่ เตชะอุบล กรรมการผู้จัดการ บมจ.ผาแดงอินดัสทรี หรือ PDI ลูกชายคนเล็กของ เสี่ยไมค์-สดาวุธ เตชะอุบล แจกแจงให้ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฟังว่า   ธุรกิจโรงแรมเป็นธุรกิจที่ศึกษาและเข้าประมูลมาโดยตลอดโดยเฉพาะในต่างประเทศ สะท้อนผ่านปีก่อนค่าเงินบาทแข็งค่าโรงแรมในไทยชะลอตัว บริษัทจึงสนใจประมูลโรงแรมในอังกฤษ 1 แห่ง ผลปรากฏแพ้ประมูลรอบสุดท้าย แต่นั่นถือเป็นสิ่งที่ดีที่ PDI ปรับเปลี่ยนตัวเองได้อย่างรวดเร็ว 

ปี 2563 ทั่วโลกเกิดการระบาดโควิด-19 ทำให้โรงแรมได้รับผลกระทบหนัก แต่บริษัทมองเป็นโอกาสและจังหวะที่ดีในการเข้าไปลงทุนในธุรกิจโรงแรมในเมืองไทย ซึ่งที่ผ่านมามีการเข้าประมูล 2-3 รายเป็นโรงแรมขนาดใหญ่ แต่พบว่าผู้ขายไม่มีใครยอมขายโรงแรมในราคาที่เหมาะสม และรัฐมีนโยบายช่วยเหลือธุรกิจโรงแรม

ดังนั้น ที่ผ่านมาไม่เห็นโรงแรมขนาดใหญ่เปลี่ยนมือ ทำให้บอร์ด PDI เกิดแนวคิดขอซื้อโรงแรม บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ หรือ CGD คือ โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และโรงแรมคาเพลลา กรุงเทพฯ ซึ่งมีมูลค่าสุทธิกิจการรวม 10,000 ล้านบาท ถือเป็นสินทรัพย์ทำเลที่ดี ด้วยจุดเด่นแตกต่างจากโรงแรมย่านนั้น 

นอกจากนี้ บริษัทซื้อที่ดินย่านสาทร จำนวน 1 ไร่ ซึ่งลงทุนสร้างโรงแรม จำนวน 209 ห้อง มูลค่า 1,500 ล้านบาท คาดจะเริ่มก่อสร้างไตรมาส 1ปี2564 และเปิดเชิงพาณิชย์ปี 2567 โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างขอประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) 

นั้นหมายความว่า PDI จะเปลี่ยนโฉมธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์มาสู่ ธุรกิจท่องเที่ยวโรงแรมทันที !! ขณะที่ CGD จะลดภาระหนี้ก้อนโต และมุ่งสู่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างเดียว เป็นการปิดดีลซื้อกิจการที่ win…win ทั้งคู่

เขา บอกต่อว่า แผนธุรกิจปี 2564 มุ่งเน้นธุรกิจโรงแรม แม้ต้องรอการฟื้นตัวของท่องเที่ยว แต่เชื่อประเทศไทยท่องเที่ยวและโรงแรมถือว่าเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมแข็งแกร่ง ฉะนั้น หากกระบวนการซื้อหุ้นเสร็จเรียบร้อย 

“บริษัทหันมาทำธุรกิจโรงแรม เพราะธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยวเป็นจุดแข็งประเทศไทย และธุรกิจจะฟื้นตัวกลับมา จึงมองว่าธุรกิจนี้จะสร้างผลตอบแทนให้บริษัทมากกว่าธุรกิจโซลาร์หลายเท่าตัว ซึ่งเราเตรียมธุรกิจโรงไฟฟ้าออกทั้งหมดไปและขายที่ดินออกไปรวมมูลค่า 3 พันล้านบาท ซึ่งและรับรู้รายได้เข้ามาในไตรมาส 1ปี2564 ซึ่งทำให้บริษัทมีกระแสเงินสดอยู่ที่ประมาณ 6-7 พันล้านบาท ในการขยายธุรกิจโรงแรม”

ทั้งนี้บริษัทออกหุ้นเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 301.33 ล้านหุ้น แบ่งขาย 2 แบบ แบบแรกขาย RO จำนวน 226 ล้านหุ้น และที่เหลือจำนวน 75 ล้านหุ้น รองรับการออกวอร์แรนท์ (PDI-W2) ซึ่งบริษัทจะนำเงินดังกล่าวไปซื้อกิจการโรงแรมเข้ามาเพิ่ม โดยตั้งเป้าซื้อกิจการโรงแรม 2 ปี จำนวน 1 แห่ง ซึ่งคาดว่าในปี 5 ปีข้างหน้า (2564-2568) บริษัทจะมีกระแสเงินสดจากธุรกิจโรงแรม 3 แห่ง (โฟร์ซีซั่นส์, คาเพลลา, โรงแรมใหม่สาทร) ในระดับ พันล้านบาท ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 จะหายไปในปี 2565 และในปี 2566 เป็นต้นไปรายได้ธุรกิจโรงแรมเติบโต หลายเท่าตัว 

โดยคาดว่าปีหน้าผลประกอบการขาดทุนสุทธิ แต่จะพลิกเป็นกำไรในปี 2565 จากผลประกอบการทั้ง 2 โรงแรม เนื่องจากปัจจุบันโรงแรมเพิ่มเปิดดำเนินการเมื่อไตรมาส 4 ที่ผ่านมา แต่ได้รับความนิยมเกินกว่าที่ประเมินไว้โดยเฉพาะในส่วนของห้องอาหารและห้องบอลรูม ขณะที่ห้องพักยังมีอัตราเข้าพักในระดับต่ำ โดยโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์มีอัตราเข้าพัก 20%

รวมทั้งไม่ปิดกั้นตัวเองในการซื้อโรงแรมมีโอกาสทั้งในและต่างประเทศ โดยแผนธุรกิจศึกษาตั้งกองรีทเพื่อระดมทุนซื้อโรงแรมด้วย ขณะที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ และคาเพลลาเป็นพอร์ต Recurring Income หรือรายได้ประจำ  

ธุรกิจโรงแรมถือเป็นโอกาสใหม่ที่จะทำให้โตในอนาคต และเชื่อผลตอบแทนธุรกิจโรงแรมมากกว่าธุรกิจโซลาร์หลายเท่าตัว ซึ่งกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้น PDI น่าจะเห็นประเด็นดังกล่าวและยังคงถือหุ้นต่อแต่อาจจะไม่ใส่เงินเพิ่มทุนเข้ามา