ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง ท่ามกลางการซื้อขายที่เบาบางช่วงปลายปี ขณะที่วัคซีนโควิด-19 คืบหน้ามากขึ้น
ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 46-51 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 49-54 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (28 ธ.ค. – 1 ม.ค. 64)
ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง ท่ามกลางการซื้อขายที่เบาบางในช่วงปลายปี โดยยังคงได้รับแรงหนุนจากความคืบหน้าของวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่เริ่มมีการส่งมอบและดำเนินการฉีดในหลายประเทศแล้ว และคาดว่าวัคซีนจะเริ่มมีการใช้ที่แพร่หลายมากขึ้น หลังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ในหลายประเทศได้มีการอนุมัติการใช้วัคซีนเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ราคายังได้รับแรงหนุนจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มปรับลดลง อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นปัจจัยกดดันราคา โดยมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นจากจำนวนผู้ติดเชื้อที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ประกอบกับเชื้อไวรัสมีการกลายพันธ์และสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็วขึ้นจากเดิมถึงร้อยละ 70
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:
- การส่งมอบและการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากสามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ โดยปัจจุบันมี 2 บริษัทได้แก่ บริษัท Pfizer-BioNTech และบริษัท Moderna ที่เริ่มมีการส่งมอบวัคซีนให้กับหลายประเทศแล้ว คาดว่าวัคซีนจะแพร่หลายทั่วโลกในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า โดยล่าสุด สหรัฐฯ อังกฤษ และสหภาพยุโรป ได้มีการอนุมัติวัคซีนที่ผลิตโดยบริษัท Pfizer-BioNTech แล้ว ขณะที่วัคซีนที่ผลิตโดยบริษัท Moderna ได้รับการอนุมัติให้เริ่มใช้แล้วในสหรัฐฯ โดยยุโรปจะมีการพิจารณา ในวันที่ 6 ม.ค. ของปีหน้า
- ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับลดลง หลังปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ในระดับจำกัด โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ สำหรับสัปดาห์สิ้นสุด 18 ธ.ค. ปรับลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกันมาอยู่ที่ระดับ 5 ล้านบาร์เรล ขณะที่ ปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง ณจุดส่งมอบคุชชิ่ง โอกลาโฮมา ปรับลดลงมาแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน
- การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังคงส่งผลกดดันต่อตลาดน้ำมันอย่างต่อเนื่อง หลังล่าสุดมีการค้นพบว่าเชื้อไวรัสมีการกลายพันธุ์เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการแพร่ระบาดได้รวดเร็วกว่าเดิมถึงร้อยละ 70 ส่งผลให้อังกฤษมีการยกระดับมาตรการในการป้องกันขึ้นสู่ระดับสูงสุดโดยมีการปิดพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ นอกจากนี้ หลายประเทศโดยเฉพาะในยุโรปได้มีการยกระดับมาตรการป้องกันโดยระงับการเดินทางไปยังประเทศอังกฤษ ทั้งนี้ จากจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายประเทศ อาทิ เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ ยังคงมาตรการล็อกดาวน์ไปจนกระทั่งถึงต้นปี 64
- ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปคและประเทศพันธมิตรจะปรับเพิ่มขึ้นกว่า 500,000 บาร์เรลต่อวันในเดือน ม.ค. 64 ส่งผลให้กำลังการผลิตจะปรับลดลงราว 7.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้กลุ่มผู้ผลิตจะมีการทบทวนปริมาณการผลิตอีกครั้งในวันที่ 4 ม.ค. ว่าจะมีการปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ ล่าสุดแหล่งข่าวจากรัสเซียคาดว่ากลุ่มผู้ผลิตจะเดินหน้าปรับเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีกราว 500,000 บาร์เรลต่อวัน
- จับตามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ วงเงิน 9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ว่าจะผ่านการอนุมัติในเร็วๆ นี้หรือไม่ หลังล่าสุดประธานาธิบดีสหรัฐฯ นาย โดนัลด์ ทรัมป์ ปฎิเสธไม่ลงนามมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวและได้มีการเรียกร้องให้สภาคองเกรสแก้ไขเนื้อหาในร่างมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยให้เพิ่มจำนวนเงินสดที่จะช่วยเหลือให้สูงขึ้นและยกเลิกรายจ่ายบางรายการออกไป ทั้งนี้สภาคองเกรสสามารถใช้สิทธิในการวีโต้หากการลงมติใหม่ได้คะแนนเสียงมากกว่า 2 ใน 3 ของคะแนนทั้งหมด อย่างไรก็ตาม คณะวุฒิสภาจะกลับมาทำงานอีกครั้งในวันที่ 29 ธ.ค.
- เศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีภาคการผลิตและภาคบริการจีน เดือน ธ.ค. 63 ซึ่งมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานสหรัฐฯ
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (21 – 25 ธ.ค. 63)
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดลง 0.13 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 48.23 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล สำหรับราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลง 0.21 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 51.29 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 51.36 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังได้รับแรงกดดันจากการซื้อขายที่เบาบางลงในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและความกังวลต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีความรุนแรงมากขึ้น หลังมีการค้นพบว่าเชื้อไวรัสได้เกิดการกลายพันธุ์ขึ้นในประเทศอังกฤษ ส่งผลให้มีการยกระดับมาตรการป้องกันขึ้นในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศแถบยุโรป ได้มีการระงับการเดินทางไปยังประเทศอังกฤษ อย่างไรก็ตาม ราคายังได้รับแรงหนุนจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ที่ปรับลดลงกว่า 562,000 บาร์เรลจากสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลคงคลังสหรัฐฯ ปรับลดลงกว่า 1.1 และ 2.3 ล้านบาร์เรล จากสัปดาห์ก่อนหน้า ตามลำดับ ทั้งนี้ ราคายังได้รับแรงหนุนจากข่าวการส่งมอบและเริ่มดำเนินการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ในหลายประเทศ และเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มดีขึ้นหลังอังกฤษและสหภาพยุโรปสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว






