สรรพสามิตประกาศขยายเวลาลดภาษีแอลกอฮอล์ทำความสะอาด ออกไปจนถึงกลางปีหน้า เพื่อสนับสนุนการป้องกันโควิด-19
นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าวว่าประเทศไทยมีการผลิตแอลกอฮอล์เพื่อฆ่าเชื้อโรคเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ โดยปัจจุบันกำลังการผลิตแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ ทำได้ 2.32 ล้านลิตรต่อวัน
ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 23ธ.คนี้ เพื่อขยายเวลาลดภาษีสรรพสามิตจากสิ้นปีนี้ ออกไปจนถึงมิถุนายนปีหน้า เพื่อเป็นการลดต้นทุนทางภาษีให้แก่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมและเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากการติดเชื้อไวรัสจากการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด
ปัจจุบันผู้ประกอบอุตสาหกรรมสุราสามทับ หรือแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ทั้ง 3 กลุ่ม คือ 1. องค์การสุรา กรมสรรพสามิต (กำลังการผลิต 60,000 ลิตรต่อวัน หรือ 18 ล้านลิตรต่อปี) 2. ผู้ประกอบอุตสาหกรรมสุราสามทับเพื่อส่งออก (กำลังการผลิต 365,000 ลิตรต่อวัน หรือ 100 ล้านลิตร ต่อปี) และ 3. กลุ่มผู้ประกอบอุตสาหกรรม เอทานอลเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง (กำลังการผลิต 6.3 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อใช้ผสมน้ำมัน 4.4 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งจะเหลือเอทานอลจากการใช้เป็นเชื้อเพลิง 1.9 ล้านลิตรต่อวัน) ได้ผลิตและจำหน่ายแอลกอฮอล์บริสุทธิ์และแอลกอฮอล์แปลงสภาพเข้าสู่ตลาดอุตสาหกรรม การแพทย์ และพลังงาน ได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการแล้ว แต่เมื่อเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของติดเชื้อโควิด-19ส่งผลให้มีความต้องการปริมาณแอลกอฮอล์บริสุทธิ์และแอลกอฮอล์แปลงสภาพเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข
ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้กระทบกับปริมาณแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ที่ใช้ในด้านการแพทย์ที่มีอยู่เดิม และเพื่อให้ประชาชนมีผลิตภัณฑ์ป้องกันการติดเชื้อจากโควิด-19 อย่างทั่วถึง กรมสรรพสามิตจึงได้ประกาศขยายระยะเวลาการให้สิทธิทางภาษีของสุราสามทับ (แอลกอฮอล์) ดังกล่าว
นายลวรณ ยังกล่าวอีกว่าตามที่มีรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ในจังหวัดสมุทรสาคร โดยกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม นั้น ในวันนี้ (25 ธ.ค. ) กรมสรรพสามิตได้ส่งมอบผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ จำนวน 2,000 ลิตร ให้แก่พลตรี นิธิศ เปลี่ยนปาน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 16 หน่วยงานที่มีพื้นที่รับผิดชอบ 3 จังหวัด คือ จังหวัดราชบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมและควบคุมสูงสุด ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ทั้งนี้ เพื่อนำไปใช้ป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19ในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบต่อไป









