วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กรุงไทย'หนุนเปิดประเทศ รับท่องเที่ยวเชิงการแพทย์

การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ Medical Tourism ถือเป็นอีกกระแส ที่มาแรงในช่วง 1-2ปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นเทรนด์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่เชิงการแพทย์

ทั้งได้ทั้งท่องเที่ยวต่างประเทศ รักษาตัว ดูแลสุขภาพควบคู่ไปด้วยกัน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่นิยมเดินทางมาประเทศไทยเพื่อท่องเที่ยวในลักษณะนี้ ที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายมากขึ้น

“พชรพจน์ นันทรามาศ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า หากดูข้อมูลในอดีต ปี 2562 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศ เชิง “Medical Tourism” ถึงกว่า 2.5 ล้านคน ซึ่งสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยถึงเกือบ 3แสนล้านบาท

ดังนั้นภายใต้ โควิด-19 ที่ยังคงอยู่กับ ทำให้การเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทย ทำได้จำกัดในปี 2564 ทำให้ไทยเปิดรับนักท่องเที่ยวได้ไม่ได้มาก ซึ่งบนคาดการณ์ราว 4-8 ล้านคนเท่านั้นปีหน้า ดังนั้น “Medical Tourism” ควรจะเป็นเซ็กเมนท์แรกๆที่มีการเปิดรับเข้ามาในประเทศ เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศในระยะข้างหน้า ภายใต้การเปิดรับท่องเที่ยวอย่างจำกัดนี้

ยิ่งเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา สายพันธ์ุใหม่หรือโควิด-19 ประเทศไทยถือว่าโดดเด่นมากขึ้น ในด้านการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ได้ดี และด้วยศักยภาพด้านการแพทย์ที่มีความพร้อม ล้ำสมัย ยิ่งตอกย้ำประเทศไทย ให้มีความพร้อมในการเป็น “ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ” หรือ Medical Hub ได้ สะท้อนการมีชื่อเสียงด้านคุณภาพการรักษา ผนวกกับเทรนด์การแพทย์สมัยใหม่ของไทยทัดเทียมสหรัฐ หรือยุโรปอีกด้วย

“สุจิตรา อันโน” นักวิเคราะห์ Krungthai COMPASS ระบุว่า เทรนด์การแพทย์สมัยใหม่ที่จะส่งเสริมให้ไทยเข้าใกล้ความฝันการเป็น Medical Hub ประกอบด้วย 3 เทรนด์สำคัญ

ด้านแรก การแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) หรือการแพทย์เฉพาะเจาะจง โดยคาดจะมีมูลค่าตลาดโลกสูงถึง 4.77 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2568 หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 9.7%

ด้านที่สอง เวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อม (Regenerative Medicine) หรือการแพทย์เชิงฟื้นฟู เป็นการแพทย์สมัยใหม่ที่มุ่งเน้นการทดแทน การซ่อมเสริม ที่คาดจะเห็นการเติบโตก้าวกระโดด โดยคาดจะมีมูลค่าในตลาดโลกจะเพิ่มขึ้น ในปี 2564 2.5 เท่าจากปี 2562 แตะระดับ 7.68 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเติบโต ถึง 19.8% ต่อปี

และด้านสาม เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ (Reproductive Medicine) เป็นการรักษาภาวะมีบุตรยาก ที่คาดมูลค่าตลาดโลกกว่า 2.29 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเติบโตถึง 9% ต่อปี

ดังนั้นเชื่อว่า “ประเทศไทย” จะสามารถแย่งชิงส่วนแบ่ง จาก3 ด้านนี้ได้ไม่ยาก จึงเป็นโอกาสดีที่จะพัฒนาการแพทย์ทั้ง 3 ด้านดังกล่าวให้ทัดเทียมประเทศชั้นนำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพการรักษา และใช้ประโยชน์จากนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ดึงดูดเม็ดเงินจากการบริการด้านการแพทย์ให้เข้าสู่ประเทศมากขึ้น

ในระยะข้างหน้า คาดว่า การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ว่าจะมีโอกาสเติบโตได้ระดับ 5 แสนล้านบาท ในปี 2568 หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 13.7% จากการที่ไทยมีความโดดเด่นด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เชิงสุขภาพ ติดอันดับ5 ของโลก และไทยยังมีสถานพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI ถึง 59 แห่งหากเทียบกับภูมิภาค หากดูในด้านค่าบริการทางการแพทย์ของไทยยังมีถูก หากเทียบกับประเทศชั้นนำ อย่างสหรัฐถึง 50-90% และต่ำกว่าสิงคโปร์ถึง 20% ซึ่งน่าจะดึงดูดให้ประเทศไทย ก้าวขึ้นสู่ Medical Hub ในระยะข้างหน้าได้ไม่ยาก