การส่งสัญญาณของ“สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเตรียมเปิดรับซื้อไฟฟ้าขยะชุมชน ตามโควตาในแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ.2561-2580 (AEDP2018) อีก 400 เมกะวัตต์ ในช่วงไตรมาส 3 ปี2564
ทวี จงควินิต รองประธานด้านพลังงานขยะ กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า การลงทุนผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะ ที่นอกจากจะช่วยประเทศกำจัดขยะเกิดใหม่ที่มีปริมาณวันละ 76.21 ล้านกิโลกรัม หรือ ปีละ 27.82 ล้านตัน เทียบได้กับ “ตึกใบหยก 2” จำนวน 142 ตึกต่อปี ตามข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ เมื่อปี 2561 แล้วปัญหาขยะกำลังกลายเป็นปัญหาสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นอีกส่วนสำคัญที่จะช่วยประเทศบรรลุเป้าหมายลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 20-25% ภายในปี 2573 ตามข้อตกลงปารีส (COP21)
ปัจจุบัน มีโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชน ที่ผ่านขั้นตอนการอนุมัติจากกระทรวงมหาดไทยแล้ว กว่า 20โครงการ กำลังผลิตรวมกว่า 200 เมกะวัตต์ และยังมีอยู่ในกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการกลางอีกประมาณ 8 โครงการ ซึ่งตามขั้นตอนเมื่อมีการอนุมัติโครงการต่างๆ จากกระทรวงมหาดไทยแล้ว ก็จะส่งเรื่องไปยังกระทรวงพลังงานพิจารณา และส่งต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ดำเนินการออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าต่อไป โดยโครงการเหล่านี้จะอยู่ในส่วนของโควตาใหม่ 400 เมกะวัตต์
“การลงทุนโรงไฟฟ้าขยะต่อ 1 เมกะวัตต์ จะใช้เงินลงทุนประมาณ 150 ล้านบาท และก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะ 400 เมกะวัตต์ จะเกิดมูลค่าสร้างเศรษฐกิจประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท”
แต่ที่ผ่านมา พบว่า การพัฒนาโรงไฟฟ้าขยะมีข้อจำกัดมาก โดยเฉพาะการยอมรับจากชุมชน เนื่องจากว่าโรงไฟฟ้าขยะเป็นอุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหวต่อพื้นที่เป็นอย่างยิ่ง เรื่องของผังเมืองก็เป็นตัวที่ทำให้การพัฒนาโครงการเป็นไปได้ยากแล้ว ก็ยังมีขั้นตอนการขออนุญาตที่ซับซ้อน มีรายละเอียดที่ต้องขอใบอนุญาตไม่ต่ำกว่า 20 ใบ ซึ่งแต่ละขั้นตอนกินระยะเวลายาวนาน
ทั้งขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทย 10 ขั้นตอน เช่น ระเบียบการจัดแบ่งคลัสเตอร์ ส่งเรื่องให้กับทางจังหวัด จังหวัดส่งเรื่องไปให้กับคณะกรรมการกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น(สถ.)พิจารณา แล้วส่งเรื่องให้รัฐมนตรีฯมหาดไทยลงนาม ส่งกลับไปที่จังหวัด เพื่อจัดทำหลักเกณฑ์และเงื่อนไข(ทีโออาร์)เปิดประมูลทำการคัดเลือกเอกชน หลังจากนั้นจึงส่งเรื่องไปยัง
กระทรวงพลังงาน เพื่อพิจารณาออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าก่อนลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า(PPA) ต่อไป รวมขั้นตอนต่างๆ ต้องใช้เวลาดำเนินการ 4-5 ปี กว่าจะอนุมัติให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะสัก 1 โรง ทั้งที่จริงๆ แล้ว ควรใช้เวลาดำเนินการประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี โดย กกพ.ก็ได้รับทราบประเด็นปัญหาเหล่านี้และอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น เช่น ยกเลิกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน(รง.4) และใบอนุญาตให้ผลิตพลังงานควบคุม(พค.2) เนื่องจากใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตไฟฟ้า(PGL) มีข้อกำหนดที่ครอบคลุมอยู่แล้ว
ส่วนเรื่องของปัญหาผังเมือง ซึ่งชุมชนอาจไม่ยอมรับจัดตั้งโรงไฟฟ้าก็อาจต้องย้ายไปอยู่ในพื้นที่ที่หากไกลแหล่งชุมชน ก็หาพื้นที่ลำบากติดปัญหาพื้นที่สีเขียว เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศเป็นสีเขียว การจะหาพื้นที่สีม่วงหรือสีส้ม ที่พอจะจัดทำอุตสาหกรรมได้ก็จะอยู่ในแหล่งชุมชนที่มีการสัญจรหนาแน่นก็จะไม่เหมาะสมที่จะต้องโรงไฟฟ้าขยะ ฉะนั้น หากมีการศึกษาโครงการที่เหมาะสมแล้ว มีจุดเชื่อมโยงไฟฟ้า ไม่กระทบต่อแหล่งน้ำ ชุมชนยอมรับ ผ่านการทำประชาพิจารณ์แล้ว ก็อยากจะขอให้รัฐยกเว้นการบังคับใช้ผังเมือง
ขณะที่การต่อต้านจากชุมชนถือเป็นประเด็นใหญ่ของการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะและอ่อนไหวมาก เพราะชุมชนขาดความเชื่อใจต่อผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นดังนั้น ภาครัฐควรจะต้องหาโมเดลโรงไฟฟ้าขยะที่ทำสำเร็จมาเป็นต้นแบบในการให้ข้อมูล เชิญชวนตัวแทนชุมชนเข้าร่วมกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นและจัดสรรผลประโยชน์ที่เหมาะสมให้กับชุมชนโดยรอบโรงไฟฟ้า พร้อมกระตุ้นบริหารจัดการขยะด้วยการทำ 3R(Reduce Reuse Recycle) ให้มีการคัดแยกขยะอย่างเป็นระบบ จะช่วยต้นลดทุนบริหารจัดการขยะของประเทศและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีโรงไฟฟ้าขยะทั่วประเทศ 42 โรง กำลังผลิตรวม 388.31 เมกะวัตต์ สามารถกำจัดขยะได้ 6.4 ล้านตันเท่านั้น






