แบงก์หันพัฒนาแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่คึกคัก ด้านไทยพาณิชย์ ออก“โรบินฮู้ด”ตอบโจทย์ยุคโควิด-19 หวังช่วยเหลือสังคม ร้านค้า คนขับโดยไม่เก็บค่าGP ฟุ้งทรานเซกชั่นพุ่งสิ้นปีแตะ4 แสนธุรกรรม ร้านค้าเข้าระบบ5 หมื่นร้านค้า ขณะที่ KBTG ลูกกสิกรไทย ปั้น ““Eatable"
ฟู้ดเดลิเวอรี่ถือเป็นธุรกิจที่ได้ประโยชน์เรียกว่า “สูงสุด” จากวิกฤติไวรัสโคโรนา สายพันธ์ใหม่ หรือโควิด-19 ตั้งแต่ประเทศมีการชัตดาวน์ เพื่อหยุดการแพร่ระบาดของโควิด และจำเป็นต้องใช้นโยบายเว้นระยะห่างทางสังคมหรือ Social Distancing ทำให้ต้องปิดประตู ของการเดินทางไปร้านอาหาร เพื่อทานอาหารที่ร้าน ดังนั้นฟู้ดเดลิเวอรี่จึงเป็นช่องทางเดียว ที่เป็นทางเลือกอันดับต้นๆสำหรับผู้บริโภคที่หยุดอยู่บ้าน ส่งผลให้ช่องทางการส่งอาหารผ่านฟู้ดเดลิเวอรี่เติบโตก้าวกระโดด
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีการทำบทวิเคราะห์เกี่ยวกับ ทิศทางการแข่งขันของธุรกิจ Food Delivery ในช่วงที่ผ่านมาพบว่า ตั้งแต่มีโควิด-19 การแข่งขันของฟู้ดเดลิเวอลี่ รุนแรงมากขึ้น โดยพบว่า มีจำนวนร้านอาหารขนาดเล็ก-กลาง สมัครเข้าร่วมกับแพลตฟอร์มจัดส่งอาหารไม่น้อยกว่า 20,000 ต่อสัปดาห์ส่งผลให้ในช่วงปีครึ่งแรกของปี 2563 จำนวนครั้งของการจัดส่งอาหารไปยังที่พักเติบโตสูงถึงประมาณ 150% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน และทั้งปีคาดว่าจำนวนครั้งของการจัดส่งอาหารจะอยู่ที่ 66- 68 ล้านครั้งหรือขยายตัวราว 78.0-84% โตก้าวกระโดดหากเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
ท่ามกลางวิกฤติก็เรียกว่าเป็นโอกาส สำหรับธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี่ ให้เกิดการแตกยอดธุรกิจมากมาย หนึ่งในชื่อ ฟู้ดเดลิเวอรี่ เปิดตัวมาในช่วงโควิดข19 ก็คงหนีไม่พ้น “Robinhood” หรือ โรบินฮู้ด แอพพลิเคชั่นฟู้ดเดลิเวอรี่สัญชาติไทย ที่เป็นบริษัทลูกของ เพอร์เพิล เวนเจอร์ส ซึ่งเป็นบริษัทลูกในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ลงมาเล่นในสนามที่ร้อนแรงนี้
นายสีหนาท ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด จุดเด่นของ โรบินฮู้ด คือเป็นธุรกิจที่ไม่ได้มุ่งเน้นกำไร แต่หวังเป็นทางเลือก ให้แพลตฟอร์มนี้ได้ช่วยเหลือสังคม คล้ายกับการทำ CSR ที่มุ่งหวังช่วยธุรกิจร้านค้า คนรับส่งอาหาร โดยไม่มี การคิดค่าธรรมเนียมใดๆ
เช่นค่าสมัคร ไม่คิดค่า GP (Gross Profit) ซึ่งแตกต่างกับฟู้ดเดลิเวอรี่ทั่วไปที่เก็บค่า GP สูงสุดถึง 35% การไม่มีค่าใช้จ่ายตรงนี้ ทำให้ร้านค้า ไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถเซฟเงินตรงนี้ ไปใช้พัฒนาร้านค้า เพิ่มคุณภาพอาหารให้กับผู้บริโภค ขณะที่คนขับก็ได้ค่าส่งเต็มเม็ดเต็มหน่วย “ไม่มีหัก” ซึ่งเป็นการเขย่าวงการฟู้ดเดลิเวอรี่อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม มองว่าหากธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี่อื่นๆ หันมาแข่ง โดยการไม่เก็บค่า GP เหมือนกัน “โรบินฮู้ด” ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ ที่เป็นตัวกระตุกสำคัญ ที่ช่วยลดราคาค่าธรรมเนียมของระบบลงได้ ซึ่งสำคัญมาก เพราะได้ช่วยเหลือร้านค้า ช่วยเหลือคนขับ และผู้บริโภคให้ได้รับบริการที่เหมาะสม ค่าบริการที่เป็นธรรมมากขึ้น
ที่ผ่านมา “โรบินฮู้ด”ได้เปิดทดลองให้แพลตฟอร์มอย่างเป็นทางการไปแล้ว เมื่อต.ค.ที่ผ่านมา และคาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้ต้นปี 2564
ทั้งนี้ ในช่วงที่เปิดทดลองให้บริการ ก็พบว่า ยอดการใช้แพลตฟอร์มถือว่าเติบโตได้รวดเร็ว ปัจจุบันมีทรานเซกชั่นที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มสะสมในช่วงที่เปิดให้บริการ2-3เดือนที่ผ่านมาแล้ว เกือบ 3 แสนธุรกรรม หรือมียอดการสั่งอาหารต่อวันอยู่ที่ 5-6 พันทรานเซกชั่นต่อวัน และมีร้านค้าที่อยู่บนแพลตฟอร์มแล้วเกือบ 3 หมื่นร้านค้า เติบโตเท่าตัวหากเทียบกับต.ค.ที่เปิดทดลองใหม่ๆ และมีจำนวนคนขับรับส่งอาหารกว่า 1หมื่นคน
อย่างไรก็ตาม คาดว่า ภายนิสิ้นปี 2563 นี้น่าจะเห็นจำนวนทรานเซกชั่นบนแพลตฟอร์ตโรบินฮู้ดไม่ต่ำกว่า 3.5-4 แสนธุรกรรม และมีร้านค้า อยู่บนแพลตฟอร์มแตะ 5 หมื่นร้านค้า และคาดจำนวนคนขับบนแพลตฟอร์มน่าจะเพิ่มขึ้นกว่า 1.5 หมื่นคน
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าช่วงนี้ “โรบินฮู้ด”หันมาทำโปรโมชั่น โดยการมอบส่วนลดให้กับ ผู้ซื้อที่สั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์ม เหล่านี้ “โรบินฮู้ด” โดยการออกงบลงทุนเอง เพื่อหวังสร้าง การแอคทีฟให้กับการสั่งอาหารบนแพลตฟอร์ม และสามารถสร้าง Experience หรือประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ที่อยู่บนแพลตฟอร์มให้คุ้นเคย สร้างการจดจำ และรู้จัก “โรบินฮู้ด”มากขึ้น
“วันนี้เรายอมควักเงินเอง จากที่ผ่านมาที่บอกว่า เราจะไม่ทำโปรโมชั่น เพราะวันนี้เราต้องการให้คนเอกที ให้คนได้รู้จักเรา ให้ร้านค้ารู้จักเรา ให้ออเดอร์มากขึ้น และเมื่อคนรู้สึกมากขึ้น ทรานเซกชั่นเพิ่มในระดับที่เราพอใจ เหล่านี้ จะทำให้เรามีดาต้า มีข้อมูล เพื่อนำมาใช้ต่อยอดการเติบโตในอนาคตได้ เช่นการนำข้อมูลร้านค้า การสั่งอาหารต่างๆมาปล่อยกู้เพื่อช่วยเหลือร้านค้าในอนาคต”
อีกบริษัทที่โดดเด่น ที่เปิดตัวในช่วงโควิด-19 เช่นเดียวกัน คือ แพลตฟอร์ม “Eatable” ที่พัฒนามาจาก บริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) บริษัทลูกธนาคารกสิกรไทย โดยแพลตฟอร์ม “ Eatable” ไม่ได้เป็นฟู้ดเดลิเวอรี่ แต่เป็นแพลตฟอร์มที่เป็น “ตัวช่วย” สำหรับร้านอาหารและลูกค้า เพื่อบริการสั่งอาหารออนไลน์รูปแบบใหม่ครบวงจร ในยุคดิจิทัล
สำหรับลูกค้าที่ทานที่ร้านและให้จัดส่ง (Dine-in, Dine-Out & Delivery) โดยลูกค้าร้านค้าไม่จำเป็นต้องโหลดแอพฯให้วุ่นวาย เพราะ Eatable เป็นเพียงแพลตฟอร์มที่หาเจอได้ในอินเตอร์เน็ตทั่วไป แค่กดลิงก์ที่ Eatable สร้างให้ เพื่อสั่งอาหารผ่านเมนูออนไลน์แบบไร้สัมผัส (Contactless) ปลอดภัยแน่นอนไม่ต้องรอพนักงานรับออเดอร์ แพลตฟอร์มนี้ยังออกแบบมาให้สั่งอาหารได้ทั้งออนไลน์ สั่งอาหารล่วงหน้า ทานที่ร้าน กลับบ้าน สั่งอาหารแยกโต๊ะ รวมโต๊ะได้ทั้งหมด จากการออกแบบแพลตฟอร์มมาให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น
เหล่านี้ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการในการใช้แพลตฟอร์ม ทำให้ร้านค้า ลูกค้าสามารถใช้งานแพลตฟอร์มได้ง่าย อิสระ ไม่มีต้นทุน ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านค้าได้ง่ายๆ
นายเรืองโรจน์ พูนผล ประธาน บริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโล
ยี กรุ๊ป (KBTG) กล่าวว่า ปัจจุบัน แพลตฟอร์ม “Eatable”ได้เปิดลองให้บริการมาแล้วในช่วง 2-3เดือนที่ผ่านมา โดยปัจจันมีร้านค้าที่อยู่บนแพลตฟอร์มกว่า 1พันร้านค้าแล้ว ที่ใช้แพลตฟอร์มของ KBTG และคาดว่าจะสามารถเปิดบริการอย่างเป็นทางการได้ราวต้นปี 2564 นี้
ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการปรับโมเดล และฟีเจอร์ต่างๆ ของ Eatable เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ในปัจจุบันด้วย รวมถึงทำระบบรองรับ นักท่องเที่ยวจีนในอนาคตผ่าน มินิโปรแกรมไคไท่เตี่ยนไช่ (Kai Tai Dian Cai) บริการสั่งอาหารสำหรับนักท่องเที่ยวจีน ผ่านแอปวีแชท (WeChat)ที่คาดว่าจะเปิดตัวได้ในปีหน้าเช่นเดียวกัน โดยหลังจากเปิดให้บริษัท KBTG หวังว่า จะเห็นร้านค้าที่ใช้แพลตฟอร์มนี้หมื่นร้านค้า
“เริ่มแรกแพลตฟอร์มนี้เราออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ และช่วยเหลือร้านค้าที่เป็นลูกค้ากสิกรไทย แต่เมื่อการให้บริการมีความหลากหลายมากขึ้น เราก็เชื่อว่า แพลตฟอร์มนี้จะถูกใช้อย่างแพร่หลาย และเจาะกลุ่มร้านค้าธนาคารอื่นๆได้ด้วยไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าแบงก์ก็ได้ ซึ่งเราไม่ได้อะไร แต่แพลตฟอร์มนี้ทำมาช่วยร้านค้า ช่วยผู้บริโภคจริงๆ เพราะมีการเก็บค่าธรรมเนียม ค่าฟี ร้านค้าลูกค้าสามารถใช้ฟรี และเราเชื่อว่าเมื่อลูกค้าคุ้นชินกับแพลตฟอร์มเรา จะนำไปสู่การเปิดโอกาสใหม่ๆให้ลูกค้าหันมาใช้บริการจาก KBTG หรือใช้ผลิตภัณฑ์จากธนาคารได้ในอนาคต”






