บี.กริม แนะรัฐปรับกลไกรับทุนต่างชาติหลังโควิด ชี้เป็นจุดเปลี่ยนหันหัวเรือธุรกิจใหม่ รับโลกอนาคต ชิงโอกาสก้าวเป็นผู้นำเข้า LNG พร้อมศึกษาธุรกิจรีไซเคิล และศูนย์จัดเก็บข้อมูลดันรายได้ 1.5 แสนล้านใน 8 ปี
กลุ่มบริษัท บี.กริม เอกชนที่ทำธุรกิจในประเทศไทย 140 ปีที่นำโดย นายฮาราลด์ ลิงค์ เป็นหนึ่งใน 20 มหาเศรษฐีของไทยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เขียนจดหมายเปิดผนึกให้ช่วยพาประเทศไทยฝ่าวิกฤติโควิด -19
นักธุรกิจรุ่น 3 ของกลุ่มธุรกิจ บี.กริม ที่เริ่มต้นธุรกิจจาก ร้านขายยาฝรั่ง จนนำไปสู่การรับสัมปทานขุดคลองรังสิต ปัจจุบันขยายธุรกิจ 8 กลุ่มหลักๆ คือ 1.กลุ่มธุรกิจพลังงาน2.กลุ่มระบบภายในอาคารและอุตสาหกรรม3.กลุ่มธุรกิจสุขภาพ 4.ธุรกิจไลฟ์สไตล์5.กลุ่มธุรกิจคมนาคม6.กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และ 7.กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีดิจิทัล
นายฮาราล ลิงค์ ประธานกลุ่มบริษัท บี.กริม กล่าวว่า หลังจากไทยบริหารจัดการโควิดทำให้ไทยได้รับคำชื่นชมในระบบ โดยเฉพาะการมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ทำให้เกิดความร่วมมือมีความร่วมมือทั้งจากภาครัฐและภาคประชาสังคม แต่ยอมรับว่าภาพรวมของเศรษฐกิจไทย มีปัญหาแม้ไม่หนักเท่ากับทั่วโลก ยังมีสิ่งสำคัญที่รอการแก้ไขปัญหา คือ การลดความเหลื่อมล้ำ สาเหตุหลักที่ช่วยขจัดปัญหาความยากจน ที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ และทำให้สังคมไทยเปราะบางเมื่อเกิดวิกฤติ
ขณะเดียวกันไทยต้องใช้เวลาปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการลงทุน ทั้งระบบน้ำ ป้องกันปัญหาน้ำขาดแคลนอย่างที่เคยเกิดขึ้นในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบ ด้านการลงทุนให้มีกระบวนการที่รวดเร็ว เพื่อรองรับนักลงทุนหลังจากโควิดนักลงทุนจะเข้ามามากขึ้นในอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม เพราะมีการปรับปรุงกฎระเบียบที่รวดเร็วรองรับการลงทุน นี่คือความแตกต่างระหว่างรัฐกับเอกชน ที่จะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกัน เพราะภาครัฐเป็นผู้ดูแลกระบวนการ มีกฎหมายในการกำกับดูแล
ขณะที่เอกชนคำนึงถึงเรื่องของผลงาน สร้างการเติบโตเป็นหลัก เช่น การเปิดเสรีการซื้อขายก๊าซธรรมชาติ (LNG) หากไม่เร่งดำเนินการเปิดเสรี ศูนย์กลางการซื้อขายแก๊สจะถูกช่วงชิงไปอยู่ในมือของเวียดนามที่ปรับปรุงกฎระเบียบนี้เช่นกัน
“นักลงทุนที่มาในอาเซียน ประเทศแรกที่คิดถึง คือ เวียดนาม ไม่ใช่ไทย เพราะมีระบบเอื้ออำนวยต่อนักลงทุน แต่ของไทยยังข้า ติดกฎระเบียบของแต่ละกระทรวง บี.กริมเป็นนักลงทุนในทั้งสองประเทศ แต่ก็รักเมืองไทยอยากเห็นไทยทำงานได้รวดเร็วไม่มีระฎระเบียบที่ขัดแย้งกันเอง”
เล็งขยายสู่ธุรกิจใหม่
ภายหลังจากผ่านพ้นโควิดที่ไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ บี.กริม เพราะเป็นธุรกิจเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า แต่วิกฤติครั้งนี้เป็นจุดพลิกในการมองหาโอกาสใหม่หลังโควิด โดย บี.กริม จึงวางกลยุทธ์การเติบโตด้วยเป้าหมายท้าทายไว้ที่รายได้ 150,000 ล้านบาทภายในปี 2571 หรือ เพิ่มขึ้น 2.5 เท่า จากปัจจุบัน 6 หมื่นกว่าล้านบาท เพื่อฉลองการก้าวขึ้นปีที่ 150 ของบริษัทที่เติบโตในไทย และก้าวขึ้นสู่ระดับโกลบอล (Empowering The World Compassionately) ที่ขยายการลงทุนทั่วโลก
ทั้งนี้ รายได้หลักปัจจุบันมาจากธุรกิจพลังงาน 60-70% แต่ยังมีธุรกิจใหม่ที่ทั้งต่อยอด และพัฒนาธุรกิจขึ้นมาใหม่รับกับเทรนด์โลกอนาคตที่จะเป็นเอสเคิร์ฟ การเติบโตให้กับกลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย อุตสาหกรรม, ธุรกิจด้านการแพทย์และสุขภาพ, ธุรกิจสีเขียว เช่นธุรกิจผลิตพลาสติกรีไซเคิล
“เรายึดถือว่าต้องมีเป้าหมายใหญ่ 8 ปี เติบโต 2.5 เท่า ถือว่าไม่ง่าย และเป็นความท้าทาย แต่ทำให้รู้ปลายทาง และหาวิธีไปให้ถึงเป้าหมาย โดยมีทีมผู้บริหารและกรรมการ ล้วนบุคคลที่ดีมีความรู้ความสามารถ เชี่ยวชาญธุรกิจในแต่ละด้านเป็นผู้สนับสนุน รายได้หลักมากจากไฟฟ้าและพลังาน แต่อาจจจะมีธุรกิจอื่นที่ปัจจุบันอัตราการเติบโตต่ำ”
ลุยธุรกิจนำเข้าแอลเอ็นจี
สำหรับธุรกิจพลังงาน เป็นหัวหอกหลักในการเติบโตที่ขยายไปได้ไกลทั้งการลงทุนในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโอกาสใหม่จากจุดเปลี่ยนการเปิดเสรีนำเข้า LNG ทำให้ บี.กริม เปลี่ยนจากลูกค้าที่ซื้อแก๊สจาก ปตท.ไปสู่การสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจพลังงานไฟฟ้าเพื่อพัฒนาธุรกิจใหม่กับ ปตท.รวมถึงการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) สร้างระบบไฟฟ้า เพื่อพัฒนาศูนย์กลางด้านการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)
“ความจริงเราต้องสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและลูกค้า ต้องมีทัศนคติบวกกับคนรอบข้าง เราก็มีบริษัทร่วมทุนจำนวนมาก ที่ต่อยอดธุรกิจใหม่ๆเพราะมีเพื่อน พันธมิตรธุรกิจ ไม่มองใครเป็นคู่แข่ง จึงอาจจะมีการร่วมทุนกับ ปตท.เพื่อขาย LNG รวมถึงมีความร่วมมือเพิ่มเติมกับ กฟผ. และกฟน. ที่จะร่วมมือกันพัฒนาระบบไฟฟ้า
ต่อยอดบริการสุขภาพ
การหยุดการระบาดของเชื้อโควิด -19 ภายในประเทศ ทำให้ด้านการสาธารณสุขของไทยมีความโดดเด่น สร้างโอกาสเปิดน่านน้ำใหม่ให้กับธุรกิจด้านสุขภาพของไทย สร้างขุมพลังทางเศรษฐกิจ รองรับเทรนด์สุขภาพของโลก ที่จะวิ่งเข้ามาบริการในไทย
บี.กริม จึงปักธงธุรกิจด้านสุขภาพ ต่อยอดจากธุรกิจเครื่องมือแพทย์ ที่มีพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญ เริ่มต้นจากเปิดคลินิกใกล้บ้าน(Primary Clinic) ภายใต้ชื่อ คลินิก บี -เฟิร์ส เมดิคัล ( B-First Medical) ให้บริการผู้ที่ต้องการตรวจสุขภาพเบื้องต้น เช่น การให้บริการตรวจโรค แก้ไขปัญหาอาการเล็กน้อย โดยไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาลใหญ่ แต่หากอาการหนักก็ส่งต่อไปโรงพยาบาลใหญ่ได้ ซึ่งเริ่มเปิดบริการเดือน ก.พ.2564 รวมถึงเปิดคลินิกด้านกล้ามเนื้อ (Muscular Clinic) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะที่จะเปิดให้บริการการดูแลในไทย ตลอดจนบริษัทผลิตยา ต่างๆ
“คนค่อนข้างกลัวการไปโรงพยาบาล เพราะว่ามีไวรัสเยอะหากมีคลินิกใกล้บ้านเป็นทางเลือก ให้คำแนะนำด้านสุขภาพ และรักษาระดับต้นหรือหากมีอาการหนัก ก็ส่งต่อไปยังมีพันธมิตรรพ.ที่ทางบริษัทขายเครื่องมือแพทย์ ตั้งเป้าหมายให้มีบริการเข้าถึงระดับหมู่บ้าน และอาการต่างๆ ที่อยู่ใกล้บ้าน“
เล็งลงทุนอสังหาริมทรัพย์
นอกจากนี้ยังมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการสร้างเมืองใหม่ มีบทบาทเข้าไปช่วยพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและบริการด้านโครงสร้างพื้นฐานในเมือง เช่น ระบบสาธารณูปโภค ทั้งน้ำและไฟฟ้า, รวมไปถึงการพัฒนาด้านธุรกิจไอที กำลังเจรจาร่วมทุนกับบริษัทขนาดใหญ่ ในการพัฒนาศูนย์กลางการเก็บข้อมูล (Data Center) ให้กับบริษัทระดับโลก ที่ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลขนาดใหญ่ระดับโลก
นอกจากนี้ยังมองถึงภาคอุตสาหกรรม ในการลงทุนด้านอุตสาหกรรมสีเขียว เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ รีไซเคิล โดยมีโครงการร่วมทุนเยอรมัน ในการผลิตธุรกิจพลาสติกรีไซเคิล กำลังอยู่ระหว่างศึกษา รวมไปถึงธุรกิจอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศ และ การขยายธุรกิจการเดินเรือ จาก 3 ลำ เป็น 8 ลำ
ปั้นโมเดล “บวร” ลดเหลื่อมล้ำ
นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องแก้ไขปัญหาลดความเหลื่อมล้ำของประเทศ โดยมีบริษัทใหญ่เข้ามาช่วยพัฒนาประเทศ ผ่านโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ทั้งก่อนและหลังโควิด -19 หลังจากมีจดหมายไปยัง 20 มหาเศรษฐีของไทย บี.กริมได้นำความรู้ความสามารถและกำลังทรัพย์พัฒนา 20 โครงการ โดยมุ่งเน้นการการพัฒนาระบบการศึกษาในโครงการ “บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย”
รวมทั้งมีการทำทวิภาคี เชื่อมการระบบการศึกษา โรงเรียนมัธยม และอาชีวศึกษา เพื่อเข้าทำงานในสายอาชีพ เป็นการพัฒนาคน หรือ ทรัพยากรมนุษย์ ทั้งการพัฒนาทักษะให้สูงขึ้น (Upskill) และ การเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) เพื่อทำให้แรงงานมีความพร้อมเข้าสู่ระบบการจ้างงาน โดยไม่เกิดปัญหาตกงาน ในทุกภาวะเศรษฐกิจแม้ในช่วงตกต่ำก็ยังมีงานทำ เพราะการมีวิชาชีพติดตัว จะทำให้เกิดการจ้างงาน และตั้งบริษัทให้บริการได้ ถือเป็นสิ่งแรกที่สำคัญที่การสร้างรายได้
บี.กริมไม่เคยแยกเรื่องธุรกิจออกจากสังคม โดย บี.กริม ไปพัฒนาสังคมชนบทให้มีคุณภาพชีวิตดี สังคมดี ซึ่งต้องเริ่มจากการสร้างคน ชุมชน สิ่งแวดล้อม จากนั้นขยายสู่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สอดคล้องกันกับยุทธศาสตร์ชาติ สร้างความเข้มแข็งจากภายใน ให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน จึงเกิดโครงการ “บวร” บ้าน-วัด-โรงเรียน ของบี.กริม ที่เริ่มเข้าไปพัฒนาหมู่ที่ 8 ต.คลองทับจันทร์ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว หรือหมู่บ้านบี.กริม หมู่บ้านที่บี.กริมมีความผูกพันเข้าไปพัฒนาตั้งแต่ปี 2511 ให้เป็นศูนย์การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการพัฒนาชุมชน








