“สุพัฒนพงษ์”ชี้เงินร้อนแสวงหากำไรปลายปีดัน“บาทแข็ง” ด้านส.อ.ท.ห่วงค่าเงินแข็งขึ้นถึง 10% จากต้นปีกระทบส่งออกแข่งขันเวียดนามยาก จี้แบงก์ชาติแก้ไขด่วน นักเศรษฐศาสตร์คาดกนง.ตรึงดอกเบี้ย 0.5% จับตาส่งสัญญาณดูแลค่าเงิน
ค่าเงินบาทปิดตลาดวานนี้ (17 พ.ย.) ที่ 30.16 บาทต่อดอลลาร์ ยังคงแข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบวันก่อนหน้า แม้ว่ากระทรวงการคลังส่งสัญญาณพบการเก็งกำไรและได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เพื่อออกมาตรการดูแลก็ตาม
นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าในช่วงนี้ เป็นผลระยะสั้นที่เกิดขึ้นจากช่วงปลายปี นักลงทุนต่างชาติจะต้องหาแหล่งพักเงินและแสวงหากำไรจึงมีการเคลื่อนย้ายเงินมายังประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจดี
“เรื่องนี้มองเป็นเรื่องระยะสั้นเท่านั้น และเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่คาดว่ามีการติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด” นายสุพัฒนพงษ์ กล่าว
สำหรับการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของโควิด-19 (ศบศ.) ในวันนี้ (18 พ.ย.) จะมีการรายงานผลของมาตรการเศรษฐกิจต่างๆที่รัฐบาลมีการออกไปก่อนหน้านี้ว่ามีความคืบหน้าอย่างไร เช่น นโยบาย เราเที่ยวด้วยกัน และโครงการคนละครึ่ง แต่วาระในการจัดทำโครงการคนละครึ่งในเฟสใหม่ ตามที่กระทรวงการคลังจะเสนอให้ต่ออายุมาตรการออกไป คาดว่าจะยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของศบศ.ในวันนี้ เนื่องจากยังจะต้องจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติมเข้ามาให้ที่ประชุมพิจารณาเพิ่มเติม
เทียบ 18 ประเทศบาทแข็งอันดับ4
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท.ได้ติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนที่มีปัญหาเงินบาทแข็งค่าเพิ่มมากขึ้น โดยได้เปรียบเทียบค่าเงินของ 18 ประเทศในช่วงวันที่ 1 เม.ย.-16 พ.ย.2563 พบว่าเงินบาทมีอัตราการแข่งค่าอยู่อันดับที่ 4 ของภูมิภาค โดยอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทวันที่ 1 เม.ย.2563 อยู่ที่ 33.05 บาทต่อดอลลาร์ และวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา อยู่ที่ 30.34 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้น 8.20% อัตราการแข็งค่าของเงินบาทดังกล่าวรองจากดอลลาร์ออสเตรเลียที่แข็งค่าขึ้น 15.55% เงินรูเปียอินโดนีเซีย 13.20% และเงินวอนเกาหลีใต้ 9.18%
ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับประเทศส่งออกคู่แข่งมีหลายประเทศที่เงินแข็งค่าน้อยกว่าไทย โดยเงินหยวนจีนแข็งค่า 6.80% เงินดองเวียดนาม 1.66% ทำให้สินค้าส่งออกของไทยมีต้นทุนสูงกว่าเวียดนามกว่า 6% ซึ่งสินค้าส่งออกส่วนใหญ่จะมีกำไรไม่มาก หากยิ่งค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าคู่แข่งมากก็ยิ่งสู้ได้ยาก ดังนั้นจึงต้องการให้ ธปท.เข้ามาดูแลในเรื่องนี้เร่งด่วน
“ขณะนี้ ค่าเงินบาทแข็งขึ้นมาก หากนับตั้งแต่เดือน ม.ค.2563 ที่ค่าเงินบาทอยู่ที่ 33 บาทต่อดอลลาร์ หรือแข็งค่าขึ้นถึง 10% เป็นการแข็งค่าขึ้นเร็วมาก ทำให้เวียดนามอยู่เฉยๆก็ได้กำไรมากกว่า ทำให้กระทบต่อการส่งออกไทยพอสมควร ซึ่งเป็นการซ้ำเติมจากภาวะโควิด-19 ที่ระบาดทั่วโลกและค่าเงินบาทที่เหมาะสมควรอยู่ที่ระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์” นายสุพันธุ์ กล่าว
หนุนเปิดคนละครึ่งเฟส 2
นายสุพันธุ์ ยังหนุนให้รัฐบาลเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเพิ่มเติมโครงการคนละครึ่งในระยะที่ 2 (เฟส 2) เพราะเป็นโครงการที่เห็นประโยชน์อย่างแท้จริง ช่วยทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศกลับมาคึกคัก ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน และควรสนับสนุนให้มีผู้ที่ยังไม่ได้รับสิทธิ์ก็ควรจะได้ทั้งหมด
ส่วนผู้ที่ได้ไปแล้วก็คงจะต้องขึ้นอยู่กับงบประมาณของภาครัฐ รวมถึงควรจะพิจารณาโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ควรจะปรับให้โรงแรมขนาดเล็ก หรือโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาต แต่เสียภาษีและมีประกันสังคมถูกต้อง เพราะที่ผ่านมามีแต่โรงแรมขนาดใหญ่ได้ประโยชน์
ความเชื่อมั่นอุตฯฟื้นตัว
นายสุพันธุ์ กล่าวว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน ต.ค.2563 ที่ได้จากการสำรวจผู้ประกอบการ 1,333 ราย ครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรม 45 กลุ่มอยู่ที่ระดับ 86.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 85.2 ในเดือน ก.ย.2563 โดยค่าดัชนีเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเดือนที่ 6 นับตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอุปสงค์ในประเทศ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าคงทน ส่งผลให้ภาคการผลิตฟื้นตัวตามอุปสงค์ในประเทศ
ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐผ่านการท่องเที่ยวและการบริโภคสนับสนุนให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อยอดขายสินค้าและรายได้ของผู้ประกอบการ รวมทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐต่อเนื่องส่งผลดีต่อความต้องการสินค้าวัสดุก่อสร้าง
กังวลค่าบาทเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ดัชนีความเชื่อมันคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 91.9 จากระดับ 93.3 ในเดือน ก.ย.2563 จากปัจจัยสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอนสูง เพราะสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 มีต่อเนื่องเป็นปัจจัยกดดันการฟื้นตัวภาคการส่งออกของไทย
ขณะที่การแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลต่อรายได้ของผู้ประกอบการส่งออกลดลง ตลอดจนความกังวลเกี่ยวกับภาระดอกเบี้ยเงินกู้ที่เพิ่มขึ้น ภายหลังการสิ้นสุดมาตรการพักชำระหนี้ ซึ่งอาจทำให้กิจการประสบปัญหาขาดสภาพคล่องโดยเฉพาะเอสเอ็มอี
รวมทั้งการสำรวจครั้งนี้ได้สอบถามปัจจัยที่มีผลกระทบต่อธุรกิจมากขึ้น 4 อันดับแรก คือ สภาวะเศรษฐกิจโลก 66.9% สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ 57.1% อัตราแลกเปลี่ยน (มุมมองผู้ส่งออก) โดยอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ 44.2% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 38.4% ส่วนปัจจัยที่กังวลลดลง ได้แก่ ราคาน้ำมัน 37.7%
บาทแข็งสุด30.15 ต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงินธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า วานนี้เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 30.16 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากช่วงเปิดตลาดที่ระดับ 30.20 บาทต่อดอลลาร์ ระหว่างวันเงินบาทอ่อนค่าสูงสุดที่ระดับ 30.21 บาทต่อดอลลาร์ และแข็งค่าสูงสุดที่ระดับ 30.15 บาทต่อดอลลาร์
ปัจจัยหลักที่หนุนให้เงินบาทแข็งค่า คือ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดทุนที่ส่งผลให้ เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ สะท้อนมุมมองของนักลงทุนที่มีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกมากขึ้น จากข่าววัคซีนของ Moderna ที่มีประสิทธิภาพถึง 94.5% ขณะที่ปัจจัยการเมืองในประเทศ ไม่ได้ส่งผลให้นักลงทุนมีความกังวลสะท้อนจากกระแสเงินทุนต่างชาติยังไหลเข้าหุ้นและบอนด์ไทยต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามคาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 30.15 - 30.25 บาทต่อดอลลาร์ตลอดสัปดาห์นี้ เนื่องจากผู้เล่นส่วนใหญ่จะรอการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ในวันนี้ ซึ่งเป็นการประชุมกนง. ครั้งแรกหลังผู้ว่าการธปท. ท่านใหม่
“นักลงทุนและผู้ประกอบการ ควรจับตา ความกังวลของกนง. ต่อการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งถ้าหากกนง. มีความกังวลมากขึ้น อาจจะตีความได้ว่า กนง. ก็พร้อมเข้ามาช่วยสนับสนุนให้เงินบาทไม่แข็งค่าอย่างรวดเร็วในระยะสั้น และ ในระยะถัดไป กนง.ก็อาจออกนโยบายเพื่อช่วยรักษาสมดุลของเงินเข้า-ออก ที่จะช่วยให้เงินบาทไม่แข็งค่ามาก อาทิ การเปิดช่องทางให้นักลงทุนไทย โดยเฉพาะรายย่อย ออกไปลงทุนต่างประเทศได้มากขึ้นและสะดวกขึ้น หรือ อนุญาตให้ผู้ประกอบการไม่ต้องรีบแลกรายรับที่เป็นเงินตราต่างประเทศมาเป็นเงินบาท”
คาดกนง.คงดอกเบี้ย
นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงิน เกียรตินาคินภัทร คาดว่าการประชุมกนง.วันนี้จะคงดอกเบี้ยที่ 0.50% เนื่องจากการส่งสัญญาณของกนง.ครั้งก่อนหน้า ถือว่าชัดเจนว่ากนง.ไม่น่าขึ้นดอกเบี้ย เพราะปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยถือว่าอยู่ระดับต่ำอยู่แล้ว อีกทั้งกนง.น่าจะเก็บกระสุนไว้ รองรับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ถือว่าดีกว่าคาดการณ์ ทำให้เริ่มมีมุมมองที่บวกขึ้นสำหรับเศรษฐกิจไทย
“การลดดอกเบี้ยก็ไม่ได้ช่วยอะไร ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ดังนั้นคาดว่ากนง.น่าจะคงดอกเบี้ยยาวถึงสิ้นปีหน้า หากประเทศอื่นไม่ขึ้นดอกเบี้ย หรือไม่มีเหตุการณ์รุนแรงออกมา กนง.อาจเปลี่ยนมุมมองได้”
นายเชาว์เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า คาดกนง.ยังไม่ปรับเปลี่ยนดอกเบี้ย และคงดอกเบี้ยต่อเนื่องในปีนี้ โดย กนง.คงติดตามเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งคาดธปท.อาจมีปรับประมาณการเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น แต่อาจไม่ใช่เร็วๆนี้ สะท้อนมุมมองที่ดีขึ้น และอีกส่วนต้องติดตามประเด็นต่างๆ แม้สถานการณ์ดีขึ้น ถือว่าสอดคล้องเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว
ดังนั้นความจำเป็นลดดอกเบี้ยคงไม่มี แต่มีข้อกังวล คือ ค่าเงินบาท หากแข็งค่าไปเรื่อยๆ ที่กสิกรไทยคาดการณ์ปีหน้าน่าจะหลุด 30 บาทต่อดอลลาร์ ดังนั้นจะเป็นโจทย์กนง. ต่อเนื่องไปถึงปีหน้า ในการรับมือกับการแข็งค่าของเงินบาท
“ต้องชั่งน้ำหนักว่าค่าเงินเป็นอย่างไร หากแข็งค่าแต่อย่างอื่นๆพอไปได้ ก็ไม่น่ากังวลมาก แต่หากอย่างอื่นๆแย่ด้วย กนง.ก็อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า แต่ Room จะลดต่อก็ไม่เยอะ ดังนั้นกนง.คงทำด้วยความระมัดระวัง”







