คลังลงนามกู้เงินเอดีบี 1.5 พันล้านเหรียญ เพื่อนำมาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศที่กระทบจากโควิด-19 ระบุ การกู้เงินต่างประเทศเป็นการกระจายแหล่งเงินกู้เพื่อไม่ให้กระทบการกู้เงินในประเทศของภาคเอกชน
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยภายหลังลงนามเงินกู้กับ Mr. Hideaki Iwasaki ผู้อำนวยการสำนักงานผู้แทนธนาคารพัฒนาเอเชีย ประจำประเทศไทย ผู้บริหารธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย(เอดีบี) วันนี้(16พ.ย.)ว่า เงินกู้ก้อนนี้จะอยู่ภายใต้พ.ร.ก.การกู้เงินฉุกเฉิน 1 ล้านล้านบาท โดยไทยจะกู้เงินจากเอดีบีในวงเงิน 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อนำมาใช้จ่ายเยียวยาและฟื้นฟูกรณีเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19
เขากล่าวว่า การกู้เงินจากแหล่งเงินต่างประเทศดังกล่าว ส่วนหนึ่งเป็นการกระจายแหล่งเงินในการกู้เงิน เพราะเอกชนเองก็ยังต้องการแหล่งเงินทุนในประเทศ ฉะนั้น เพื่อให้เกิดการสมดุล รัฐบาลจึงจำเป็นต้องกระจายแหล่งเงินในการกู้ โดยที่อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับการอยู่ในระดับต่ำมากหรือคิดในอัตราไลบอร์+0.5% เพราะเป็นการช่วยเหลือประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งนี้ รัฐบาลจะทยอยการกู้เงินตามความจำเป็นในการใช้จ่ายเงิน
“รัฐบาลจะไม่ปิดกั้นการกู้เงินต่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการกู้เพื่อดูแลโควิด-19 ขณะนี้ มีหลายแห่งเสนอเงินกู้เข้ามา เราก็กำลังพิจารณาอยู่ ส่วนการกู้เงินเพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เราก็จะพิจารณาแผนงานของหน่วยงานต่างๆว่า มีโครงการใดบ้าง รูปแบบการลงทุนแบบไหน”
ทั้งนี้ ในปีงบประมาณที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้มีการใช้เครื่องมือในการระดมทุนหลากหลายชนิด เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วสัญญาใช้เงิน การทำสัญญากู้เงิน และตั๋วเงินคลัง จากตลาดเงินในประเทศเพื่อเป็นการระดมทุนสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินแผนงานโครงการภายใต้พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉินทั้ง 3 แผนงาน ได้แก่ 1.แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดของโควิด-19 2.แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และชดเชยให้กับภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการฯ และ 3.แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมฯ
โดยกระทรวงการคลังมีภารกิจในการบริหารและจัดการหนี้สาธารณะของประเทศ โดยการกู้เงินให้สอดคล้องและเพียงพอต่อความต้องการใช้จ่ายของรัฐบาลภายใต้ต้นทุนและความเสี่ยงที่เหมาะสม เพื่อรักษาความยั่งยืนของฐานะการเงินการคลังของรัฐบาล รวมทั้ง สอดคล้องกับสภาวะตลาด (Market Base) และป้องกันไม่ให้เกิดการแย่งชิงสภาพคล่องหรือทรัพยากรทางการเงิน (Crowding Out) กับภาคเอกชนซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกู้เงินโดยรวมของประเทศ
นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงาน บริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) กล่าวว่า ขณะนี้ การกู้เงินตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.ก.) กู้เงินฉุกเฉิน 1 ล้านล้านบาท มีการกู้เงินไปแล้วทั้งสิ้น 338,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 34% ของแผนการกู้เงิน โดยขณะนี้ เหลือเงินกู้ที่สามารถนำมาใช้เพื่อเยียวยาโควิด-19 ไม่ถึง 10,000 ล้านบาท ดังนั้น สบน.จะต้องกู้เงินเพิ่มหากกระทรวงการคลังดำเนินการโครงการคนละครึ่งระยะที่ 2 โดยจะเป็นการทยอยกู้ตามความต้องการใช้ตามนโยบายของรัฐ
“มาตรการคนละครึ่งของรัฐบาลได้รับกระแสตอบรับดี และตอนนี้จะมีเฟส 2 ดังนั้นความต้องการการใช้เงินจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสบน.มีตารางการกู้เงินอยู่ โดยจะเป็นการทยอยกู้ไม่ได้กู้เป็นก้อนใหญ่ทีเดียว ส่วนโครงการคนละครึ่งเฟสแรก ตอนนี้ยังใช้เงินกู้ที่มีอยู่ก่อน แต่หลังจากนี้สบน.จะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูว่ามีการใช้เงินเร็วแค่ไหน เพื่อที่สบน.จะได้เตรียมเงินใส่ในถังไว้ให้”








