วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กรมพัฒนาธุรกิจการค้า'เผยยอดจัดตั้งธุรกิจใน 'อีอีซี' 9 เดือนวูบ 14%

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผย ธุรกิจจัดตั้งใหม่ 9 เดือนในอีอีซี 4,879 ราย ลดลง 14.04% ผลจากโควิด-19 ทำนักลงทุนชะลอ คาดปลดล็อคดาวน์หนุนกลับมาลงทุนใหม่

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ในเขตพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ประกอบด้วย จ.ฉะเชิงเทรา จ.ชลบุรี และจ.ระยอง ในช่วง 9 เดือนแรกของปีคือ ตั้งแต่เดือนม.ค.-ก.ย. มีจำนวน 4,879 ราย ลดลง 14.04% หรือลดลงจำนวน 797 ราย

เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยมูลค่าทุนจดทะเบียน 13,947 ล้านบาท ลดลง 29.70 % โดยประเภทธุรกิจที่มีการจดทะเบียนสูงสุดในพื้นที่อีอีซี 3 อันดับแรก ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ 772 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน 2,709 ล้านบาท ก่อสร้างอาคารทั่วไป 396 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน 665 ล้านบาท และตัวแทนนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ 189 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน 508 ล้านบาท

“สาเหตุส่วนหนึ่งที่จัดตั้งธุรกิจใหม่ในอีอีซีลดลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยทั้งด้านการค้าและการลงทุน และผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้มีการปิดน่านฟ้าในหลายๆประเทศ ที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทาง การขนส่งสินค้า และชะลอการตัดสินใจลงทุนจัดตั้งธุรกิจในพื้นที่ดังกล่าว “

ปัจจุบันมีธุรกิจคงอยู่ในพื้นที่อีอีซี ณ วันที่ 30 ก.ย. 2563 รวมทั้งหมด 72,185 หมื่นราย ทุนจดทะเบียน 1,944,283 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 1.91 % เมื่อเทียบกับธุรกิจคงอยู่ในพื้นที่อีอีซี ณ วันที่ 30 ก.ย. 2562 แบ่งเป็นธุรกิจคงอยู่ในพื้นที่จ.ชลบุรี 52,524 ราย คิดเป็นสัดส่วน 72.77% มูลค่าทุนจดทะเบียน 1,147,093 ล้านบาท ตามมาด้วย จ.ระยอง 13,810 ราย คิดเป็นสัดส่วน 19.13 % มูลค่าทุนจดทะเบียน 608,989 ล้านบาท และจ.ฉะเชิงเทรา 5,581 ราย คิดเป็นสัดส่วน 8.10 % มูลค่าทุนจดทะเบียน 188,199 ล้านบาท

ด้านขนาดธุรกิจในพื้นที่อีอีซีปัจจุบัน พบว่า เป็นธุรกิจขนาดเล็ก 67,511 ราย คิดเป็นสัดส่วน 93.52 % ธุรกิจขนาดกลาง 3,241 ราย คิดเป็น 4.49 % และ ธุรกิจขนาดใหญ่ 1,433 รายคิดเป็น 1.99 % โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจบริการ 43,841 ราย คิดเป็น 60.74 % รองลงมาคือขายส่งขายปลีก จำนวน 17,399 รายคิดเป็น 24.10% และการผลิต 10,905 ราย คิดเป็น 15.16 %

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของธุรกิจต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ 9 เดือน (ม.ค. – ก.ย. 63) มีจำนวน 526 ราย เงินลงทุนทั้งสิ้น 88,282 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาจำนวน 6 ราย เพิ่มขึ้น 1% สอดคล้องกับสัญญาณการบรรเทาลงของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ประกอบกับการกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ตามปกติ ที่น่าจะสนับสนุน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการจัดตั้งในพื้นที่อีอีซี สำหรับช่วงเวลาที่เหลือของปี 2563

สำหรับการลงทุนของต่างชาติในพื้นที่อีอีซีปัจจุบัน ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งในไทย (ต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 49.99%) โดยมีมูลค่าทั้งสิ้น 790,205.88 ล้านบาท คิดเป็น 40.64% ของมูลค่าทุนทั้งหมด ซึ่งประเทศญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนสูงสุด381,075 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนมากที่สุดคิดเป็น 48.22% รองลงมาคือ จีน 90,298 ล้านบาท มีสัดส่วน 11.43% และสิงคโปร์ 43,263 ล้านบาท มีสัดส่วนคิดเป็น 5.47% สหรัฐ 25,353 ล้านบาท คิดเป็น 3.21 % เกาหลีใต้ 24,080 ล้านบาทคิดเป็น 3.05 % โดยมีการลงทุนในจังหวัดระยองสูงสุดคิดเป็น 52.71% รองลงมาเป็นชลบุรี ฉะเชิงเทรา

ทั้งนี้ธุรกิจที่ลงทุนโดยสัญชาติญี่ปุ่นสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมอื่นๆสำหรับยานยนต์ มูลค่าการลงทุน 77,848.01 ล้านบาท ผลิตอะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม มูลค่าการลงทุน 38,720.91 ล้านบาท  ผลิตยางล้อและยางใน มูลค่าการลงทุน 31,797.32 ล้านบาท ขณะที่จีนลงทุนในธุรกิจผลิตยางล้อและยางใน มูลค่าการลงทุน 17,729.56 ล้านบาท ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมอื่นๆสำหรับยานยนต์ มูลค่าการลงทุน 8,743.45 ล้านบาท ผลิตเหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐานอื่น ๆ มูลค่าการลงทุน 4,444.22 ล้านบาท ส่วนสิงคโปร์ลงทุนในธุรกิจผลิตมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ผลิตยางล้อและยางใน ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดใช้ในครัวเรือน