background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

'สตีลซิตี้' ทุ่ม 500 ล้านผุดโรงงานใหม่ รับลงทุน EEC ขยายตัว

'สตีลซิตี้' ทุ่ม 500 ล้านผุดโรงงานใหม่ รับลงทุน EEC ขยายตัว

การผลักดันเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ทำให้เกิดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลายโครงการ และทำให้ธุรกิจต่อเนื่องขยายตัวตามไปด้วย จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการหลายรายที่จะขยายการลงทุนตามไปด้วย รวมถึงธุรกิจอุปกรณ์เหล็กหล่อในงานระบบไฟฟ้า

นายเลิศพงษ์ ศรีวงศ์ทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี.อาร์.อินดัสเตรียล จำกัด ผู้ผลิตท่อร้อยและอุปกรณ์ตัวยึดสายไฟเหล็กครบวงจรรวมไปถึงอุปกรณ์บ็อกซ์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ Steel City (สตีล ซิตี้) เปิดเผยว่า นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้ส่งผลบวกต่อการดำเนินงานของบริษัท เพราะผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทอยู่ในกลุ่มของอุปกรณ์ไฟฟ้ากำลัง ระบบไฟฟ้าในอาคารและโครงการขนาดใหญ่ 

รวมทั้ง ที่ผ่านมาลูกค้าจะอยู่ในกลุ่มโรงไฟฟ้า โรงงานปิโตรเคมี โครงการรถไฟฟ้าสาย รวมทั้งโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียม เช่น โครงการโรงผลิตไฟฟ้าทั่วประเทศของ GULF และโครงการขนาดใหญ่ของ ปตท. , IRPC หรือ ไทยออยล์

ทั้งนี้ โครงการขนาดใหญ่ดังกล่าวต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานชั้นสูง เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัย ซึ่งตรงกับจุดแข็งของบริษัทที่ทำธุรกิจนี้มานานกว่า 30 ปี มีการสร้างแบรนด์ของตัวเองที่เน้นคุณภาพและมาตรฐานสินค้า และยังมีสินค้ากว่า 3,000 รายการ ตอบโจทย์ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าได้ทั้งหมด เพราะในโครงการใหญ่มักใช้อุปกรณ์เพียงแบรนด์เดียวทั้งหมดเพื่อความสะดวกในการเคลมประกันสินค้า 

รวมทั้งบริษัทยังมีนักออกแบบผลิตภัณฑ์ มีการผลิตแม่พิมพ์ของตัวเอง และมีโรงงานที่มีเตาหลอมและหล่อเหล็ก และโลหะอลูมิเนียม ทองแดง ทองเหลือง ได้เอง จึงทำให้ผลิตชิ้นงานได้ตามความต้องการของลูกค้า

160405241629

จากจุดแข็งดังกล่าวทำให้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไม่มาก เพราะแม้โครงการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์อาคารขนาดใหญ่จะลดลง แต่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ โดยเฉพาะในอีอีซียังมีต่อเนื่อง ทำให้ได้รับผลกระทบน้อยโดยคาดว่าในปี 2563 จะมียอดขาย 200 ล้านบาท ลดลงจากปีที่ผ่านมาที่มีรายได้ 270 ล้านบาท หรือลดลงประมาณ 20%

แต่ทั้งนี้ก็ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้พอสมควรจากในช่วงต้นปีที่คาดว่าจะมีรายได้กว่า 450 ล้านบาท ส่วนในปี 2564 หากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย คาดว่าจะมีรายได้ 450 ล้านบาท

“แม้ปีนี้ยอดขายจะลดลงแต่ยังมีผลกำไร เพราะเครื่องจักรที่ลงทุนไปคืนทุนแล้ว รวมทั้งลูกค้าหลักที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมได้รับผลกระทบน้อย หากโควิด-19 หมดไปจะกลับมาทำรายได้ได้ตามเป้าหมาย”

นอกจากนี้ บริษัทฯ มีแผนใช้งบลงทุนกว่า 500 ล้านบาท ภายใน 3 ปี (2564-2567) ในการสร้างโรงงานชุมสังกะสี เพราะขณะนี้ผลิตสินค้าได้ผลิตเองทั้งหมดเกือบ 100% มีเพียงการชุบสังกะสีที่ต้องจ้างโรงงานอื่น แต่เจอปัญหาการควบคุมมาตรฐานและการกำหนดเวลาในการผลิต ซึ่งหากมีโรงงานชุบสังกะสีเองจะทำให้ควบคุมการผลิตทั้งหมดครบวงจร รวมทั้งช่วยลดต้นทุนได้อีก 10-20% รวมทั้งจะลงทุนขยายกำลังการผลิต โดยจะเพิ่มเตาหล่อเหล็กและขยายสายการผลิตเพื่อเพิ่มกำลังจากปัจจุบัน 150 ตันต่อเดือน เป็น 500 ตันต่อเดือน 

ทั้งนี้ ช่วงแรกจะปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรเดิมให้มีกำลังเพิ่มเป็น 300 ตัน จากนั้นจะลงทุนเตาหลอมและสายการผลิตเพิ่ม เพราะในภาวะก่อนโควิด-19 บริษัทฯ ใช้กำลังการผลิตเต็มที่แล้ว และมองว่าตลาดในประเทศขยายตัวสูงจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมทั้งการลงทุนในอีอีซีและความต้องการของประเทศเพื่อนบ้าน

ส่วนการทำตลาดต่างประเทศจะมุ่งเน้นมากขึ้น โดยในขณะนี้ได้ยื่นขอรับรองในมาตรฐานสินค้ายูแอล ที่เป็นมาตรฐานของสหรัฐเพราะในภูมิภาคนี้ยอมรับ และที่ผ่านมาบริษัทพันธมิตร และบริษัทที่เป็นตัวแทนขายได้เริ่มส่งออกไปบ้างแล้ว แต่ไม่เน้นออกไปทำตลาดเอง โดยจะทำผ่านพาทเนอร์และตัวแทนขายเดิมเพื่อเติบโตไปพร้อมกัน และสินค้าของบริษัทเป็นหนึ่งในส่วนประกอบของงานโครงสร้างระบบไฟฟ้าที่ต้องมีวัสดุอื่นประกอบ จึงต้องให้บริษัทคู่ค้าเป็นผู้ดำเนินงาน