วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คลังขยับจีดีพีติดลบน้อยลงเหลือ7.7%

คลังปรับคาดการณ์จีดีพีปีนี้ดีขึ้น โดยติดลบที่ 7.7% จากติดลบ 8.5% จากคาดการณ์ครั้งก่อน ปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ขยายตัวดี ทำให้คาดมูลค่าส่งออกติดลบเหลือ 7.8% จากติดลบ 11% ต่อปี และ เม็ดเงินภาครัฐช่วยการใช้จ่ายในประเทศดีขึ้น ขณะที่ ไม่นับปัจจ

นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)เปิดเผยว่า สศค.ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2563 และ 2564 โดยในปี 2563 คาดเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวดีขึ้น โดยจะขยายตัวติดลบ 7.7% จากคาดการณ์เมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมาที่คาดจะขยายตัวติดลบ 8.5% ส่วนปี 2564 คาดเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 4.5% ไม่เปลี่ยนแปลงจากการประมาณการครั้งก่อน ทั้งนี้ การประมาณการครั้งนี้ ไม่นับปัจจัยการเมือง เนื่องจาก เห็นว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังเดินได้ต่อเนื่อง

“ในภาพรวมเศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังของปีขยายตัวดีขึ้น โดยปัจจัยด้านต่างประเทศเป็นผลจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าเริ่มขยายตัวดี ทำให้การค้าขายดีขึ้น ส่วนในประเทศนั้น ก็มีเม็ดเงินจากภาครัฐทั้งในส่วนงบประมาณปกติและจากพ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉินที่เข้าไปช่วยพยุง ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปีหดตัวดีขึ้น ซึ่งก็สอดคล้องกับการคาดการณ์ของแบงก์ชาติที่คาดจะขยายตัวติดลบ 7.8% ลดลงจากมิ.ย.ที่คาดการณ์ขยายตัวติดลบ 8.1%”

ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจาก 1.การผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของ และการเริ่มเปิดประเทศ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น 2.เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญมีการฟื้นตัวที่ชัดเจน นำโดยกลุ่มประเทศในเอเชีย เช่น จีน เวียดนาม ส่งผลให้ภาคการส่งออกสินค้าของไทยปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง 3.การควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19ของไทยอยู่ในเกณฑ์ดี สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคประชาชน ภาคเอกชนและต่างประเทศ โดยคาดว่า ในปี 2563 การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนจะหดตัวที่-3.0% ต่อปี และ-9.8%ต่อปีตามลำดับ ขณะที่ มูลค่าการส่งออกสินค้าจะหดตัวที่-7.8% ต่อปี ปรับตัวดีขึ้นจากการคาดการณ์ครั้งก่อนที่-11.0% ต่อปี

นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 ภาครัฐยังได้ดำเนินมาตรการทางการคลังเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยประกอบไปด้วย โครงการ “เพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” โครงการ “คนละครึ่ง” และมาตรการ “ช้อปดีมีคืน” ซึ่งจะมีส่วนช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทย รักษาระดับการจ้างงาน และสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจฐานรากคิดเป็น 0.54%ต่อปี

“คาดว่า การบริโภคภาครัฐและการลงทุนภาครัฐจะขยายตัวที่ 4.0% ต่อปี และ 10.5% ต่อปีตามลำดับ และคาดว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้วในช่วงไตรมาส 2 ปี 2563 และจะเห็นตัวเลขเศรษฐกิจที่ติดลบน้อยลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2563”

สำหรับด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยคาดว่าอยู่ในระดับที่มั่นคง โดยเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2563 จะอยู่ที่ -0.9% ปรับตัวลดลงจากปีก่อน ตามแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ลดลง จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่ เสถียรภาพเศรษฐกิจภายนอกประเทศ คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 14.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น2.8% ของจีดีพี

สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2564 สำนักงานเศรษฐกิจการคลังคาดว่า เศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาขยายตัวได้ที่ 4.5% ต่อปี โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมูลค่าการส่งออกสินค้าที่กลับมาขยายตัวได้ที่ 6.0%ต่อปี ตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญที่มีแนวโน้มขยายตัว การบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวที่ 2.6% ต่อปี และการใช้จ่ายภาครัฐทั้งจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 จำนวน 3.3 ล้านล้านบาท และการเบิกจ่ายจากพ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน 1 ล้านล้านบาท ที่คาดว่าจะมีการเบิกจ่ายได้อย่างต่อเนื่องกว่า 3 แสนล้านบาท ในด้านเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2564 จะอยู่ที่ 1.0%ปรับตัวสูงขึ้น ตามการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ

เขากล่าวด้วยว่า ในการประมาณการเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อาทิ การระบาดโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในประเทศหลายประเทศ ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และการเลือกตั้งของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อทิศทางการค้าและเศรษฐกิจโลก การถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit) รวมถึง ความเปราะบางของเสถียรภาพระบบการเงินโลกที่อาจสูงขึ้น จากการดำเนินมาตรการการเงินการคลังของแต่ละประเทศ

อย่างไรก็ดี เสถียรภาพทางการคลังของไทยยังอยู่ในระดับเข้มแข็ง ทำให้กระทรวงการคลังมีความพร้อมในการออกมาตรการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต