background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

'เจ้าสัวเจริญ' จ่อตั้งกองทุนหมื่นล้าน ช้อนซื้อ 100 โรงแรมแห่ขายหนีโควิด

'เจ้าสัวเจริญ' จ่อตั้งกองทุนหมื่นล้าน ช้อนซื้อ 100 โรงแรมแห่ขายหนีโควิด

ธุรกิจโรงแรมไทยวิกฤติหนัก “แอสเสท เวิรด์” ธุรกิจอสังหาฯเจ้าสัวเจริญ เผยทุนไทยรุมเสนอขายโรงแรมกว่า 100 โครงการ หนีพิษโควิด เตรียมจัดตั้งกองทุนวงเงินหลักหมื่นล้านบาท ช้อนซื้อรีแบรนด์ใหม่ ระบุสนใจ 30 แห่ง เสริมพอร์ตสินทรัพย์ 1.24 แสนล้านบาท

วิกฤติโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยวอย่างแสนสาหัส เจ้าของโรงแรมในไทยหลายรายสายป่านยาวไม่พอ จึงตัดใจเสนอขายโรงแรมในมือหวังนำกระแสเงินสดมาเสริมสภาพคล่อง พยุงกิจการให้ไปต่อ ในภาวะที่ไม่รู้ว่าวิกฤติโควิด-19 จะจบลงเมื่อใด 

โดยหนึ่งในกลุ่มทุนเนื้อหอมที่เจ้าของโรงแรมหลายรายสนใจเสนอขายโรงแรมให้คือบริษัทแอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าทรัพย์สินกว่า 1.24 แสนล้านบาท

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทแอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือAWC ยอมรับว่า วิกฤติโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยวไทยอย่างหนัก จนเจ้าของโรงแรมหลายรายต้องการขายโรงแรมเพราะไปต่อไม่ไหว โดยปัจจุบันมีการติดต่อขอเสนอขายโครงการโรงแรมและพาณิชยกรรม (Commercial) ให้ AWC เข้าซื้อกว่า 100 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นโรงแรม มีทั้งระดับ 3-5 ดาว เสนอขายในราคาตั้งแต่หลักร้อยล้านบาทถึงแพงสุดหลักหมื่นล้านบาท ส่วนอีก 5-6 โครงการเป็นคอมเมอร์เชียล โดยตั้งอยู่ในกรุงเทพฯมากที่สุด และกระจายในต่างจังหวัด เช่น ภูเก็ต ชลบุรี และอื่นๆ

100โรงแรมแห่เสนอขายเจ้าสัวเจริญ

“มีเจ้าของโรงแรมจำนวนมากติดต่อเข้ามายังAWCรวมถึงบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มสิริวัฒนภักดี เพื่อเสนอขายโครงการโรงแรมและคอมเมอร์เชียล เมื่อเจาะเฉพาะจำนวนโรงแรมที่เสนอขายให้AWCปัจจุบันมีกว่า 100 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นทุนไทย มีเชนโรงแรมรับบริหารอยู่ก็มี แต่เจ้าของเป็นคนไทย มาเสนอขายโรงแรมชัดเจนหลังเจอวิกฤติโควิด”

โดยในมุมของAWCมองว่านอกจากจะเป็นโอกาสในช่วงวิกฤติ สามารถซื้อโรงแรมเพื่อนำมาปรับปรุงสร้างคุณค่าแก่นักลงทุนของAWCแล้ว ตลาดโรงแรมยังต้องการเราเข้าไปช่วยต่อเวลา ช่วยเหลือผู้ประกอบการในระบบให้อยู่รอดจากวิกฤติโควิดซึ่งเป็นวิกฤติที่รุนแรงมากที่สุดนับตั้งแต่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยพบเจอ

เตรียมตั้งกองทุนหมื่นล้านช้อนซื้อ

AWC จึงเตรียมจัดตั้งกองทุนในลักษณะ Opportunity Fund วงเงินหลักหมื่นล้านบาท ดึงนักลงทุนต่างชาติ เช่น กองทุนส่วนบุคคล (Private Fund)จากทั้งในเอเชียและยุโรปมาร่วมลงทุนผ่านกองทุนดังกล่าวกับ AWC ซึ่งจะเป็นผู้บริหารกองทุนฯเพื่อช้อนซื้อโรงแรมในประเทศไทย ขณะนี้กำลังปรึกษาธนาคารทั้งในและต่างประเทศเพื่อเตรียมเรื่องจัดตั้งกองทุนฯ คาดว่าจะจัดตั้งได้ช่วงต้นปี 2564 โดยปัจจุบันAWCมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E)อยู่ในระดับต่ำที่ 0.7 เท่า

เล็งซื้อ30โรงแรมพัฒนาต่อ

“โรงแรมที่ AWC สนใจซื้อต้องอยู่ในเมืองที่มีศักยภาพ ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นกี่ดาว แต่เน้นดูว่ามีโอกาสนำมาพัฒนา ปรับปรุง และรีแบรนด์หรือไม่ เพื่อให้ตรงกับกลยุทธ์ของบริษัทฯ ทั้งในแง่กระจายความหลากหลายของธุรกิจ และสร้างสมดุลเรื่องโลเกชั่นกับกลุ่มเป้าหมายที่เน้นนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวและกลุ่มจัดประชุมสัมมนา โดยจากจำนวนโรงแรมที่เข้ามาเสนอขายกว่า 100 โครงการ พบว่า มี 30%ที่ตรงกับดีเอ็นเอของAWCและเมื่อมีข้อสรุปเรื่องดีลซื้อโรงแรม ก็สามารถรีแบรนด์ และสร้างรายได้และกระแสเงินสดได้ทันที”

ยืนงบลงทุน 5 ปี 5.5 หมื่นล้าน

นางวัลลภา กล่าวเพิ่มเติมว่า ล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการของAWCได้หารือเกี่ยวกับแผน 5 ปี (ตั้งแต่ปี2563-2567) โดยยังคงงบฯลงทุนรวมที่ 5.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นงบฯลงทุนกว่า 3 หมื่นล้านบาทสำหรับการเดินหน้าโครงการโรงแรมใหม่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา 12 แห่ง ส่วนงบฯลงทุนอีกกว่า 2 หมื่นล้านบาทกันไว้สำหรับลงทุนโครงการอื่นๆ ที่มีศักยภาพในอนาคต แต่ต้องดูจังหวะ (ไทม์มิ่ง) ให้ดี เมื่อสถานการณ์ท่องเที่ยวฟื้นตัวกลับมา ก็พร้อมเปิดให้บริการ โดยบางโครงการอาจต้องเลื่อนไปเปิดในอีก 1-2 ปีข้างหน้า เช่น โรงแรมอิมพีเรียล แม่ปิง ที่จะรีแบรนด์เป็นโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง

“คาดว่าภาคท่องเที่ยวไทยจะเริ่มฟื้นตัวในช่วงต้นปี 2564 หลังจากผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา บริษัทฯจึงต้องเตรียมความพร้อม และเดินหน้าพัฒนาโครงการต่อเนื่อง จากปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 18 แห่ง รวมกับโรงแรมใหม่ล่าสุด บันยันทรี กระบี่ ที่เพิ่งเปิดให้บริการไปเมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา มียอดจองห้องพักล่วงหน้าในเดือน พ.ย.นี้เข้ามาแล้วราว 25-30%”

ลุยผุดโครงการ“อควาทีคฯพัทยา”

ซีอีโอAWCกล่าวด้วยว่า สำหรับแผนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสานหรือมิกซ์ยูสแห่งใหม่ที่เมืองพัทยา ภายใต้ชื่อ “อควาทีค เดอะบีชฟรอนท์ พัทยา” บนเนื้อที่กว่า 40 ไร่ มูลค่าการลงทุนกว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่ง AWC ตั้งเป้ายกระดับให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์ระดับไอคอนแห่งใหม่ของพัทยา รองรับการพัฒนารถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) ประกอบด้วยโรงแรม ศูนย์การค้าระดับลักชัวรี และพื้นที่สำหรับการแสดงศิลปะ บันเทิง และเอ็นเตอร์เทนเมนต์ครบวงจร โดยในช่วงแผน 5 ปีนี้จะพัฒนาแล้วเสร็จเฉพาะตัวศูนย์การค้าก่อน ส่วนที่เหลือของโครงการฯจะถูกพัฒนาในระยะถัดไป

เมื่อเจาะแผนพัฒนาโรงแรมของAWCในเมืองพัทยา เฉพาะในโครงการอควาทีคฯจะมีโรงแรมรวม 3 แห่ง ได้แก่ โรงแรมเจดับบลิว แมริออท เดอะ พัทยา บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา กับโรงแรมพัทยา แมริออท มาร์คีส์ เพื่อดึงนักท่องเที่ยวเน้นกลุ่มครอบครัวและกลุ่มจัดประชุมสัมมนา อีกแห่งคือโรงแรมอควาทีค พัทยา, ออโตกราฟ คอลเลคชัน ซึ่งเป็นแบรนด์ในเครือแมริออท อินเตอร์เนชันแนลเช่นกัน ส่วนโรงแรมอีกแห่ง เตรียมรีแบรนด์โรงแรมแกรนด์ โซเล่ พัทยา บีช มาเป็นโรงแรมแบรนด์ 5 ดาว ว่าจ้างเชนโรงแรมระดับนานาชาติอีกรายมาบริหาร