กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กำหนดแผนการทำงานด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ปี 64 เน้นรักษาตลาดเดิมเพิ่มตลาดใหม่ เดินหน้าเตรียมการฟื้นเจรจาเอฟทีเอ และเร่งรัดการเจรจาที่คงค้างให้เสร็จ ยันลงนามอาร์เซ็ปได้พ.ย.นี้
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยแผนการทำงานด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ปี 2564 ว่า ในปี 2564 จะเร่งรัดการเจรจาการค้าเสรี หรือเฟทีเอ ที่ค้างท่อ ตลอดจนรักษาตลาดเดิม และขยายตลาดใหม่ เพื่อขยายโอกาสส่งออกสินค้าและบริการของไทย โดยกำหนดแผนงานสำคัญ ได้แก่ การลงนามและเร่งรัดการบังคับใช้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรืออาร์เซ็ป การเตรียมการฟื้นหรือเปิดเจรจาเอฟทีเอ การเร่งรัดการเจรจาที่คงค้าง ยกระดับและปรับปรุงเอฟทีเอ กรอบอาเซียน รวมถึงการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า
สำหรับการลงนามและเร่งรัดการบังคับใช้ความตกลงอาร์เซ็ป ไทยจะร่วมกับสมาชิกอาร์เซ็ป ผลักดันให้มีการลงนามความตกลงฯ ในเดือน พ.ย. 63 และจะเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภา เพื่อให้ไทยสามารถให้สัตยาบันได้ในปี 2564 ซึ่งขณะนี้สมาชิกได้ยืนยันที่จะลงนามความตกลงในช่วงการประชุมผู้นำอาร์เซ็ป เดือนพ.ย.2563 ที่จะจัดประชุมผ่านทางไกลตามกำหนดเดิ
“วิธีการลงนาม ทางเวียดนาม ซึ่งเป็นเจ้าภาพกำลังหาวิธีอยู่ อาจจะเป็นการลงนามวิธีใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ต้องรอดูว่าจะเป็นวิธีการไหน และหลังจากลงนามแล้ว ความตกลงจะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่ออาเซียน 6 ประเทศ และคู่เจรจา 4 ประเทศให้สัตยาบัน ซึ่งหลังจากลงนาม กรมฯ จะเดินหน้าเผยแพร่ความตกลง ชี้แจงผลประโยชน์ และการรับมือผลกระทบต่อไป”
นางอรมมน กล่าวว่า กรมฯ มีแผนเตรียมการฟื้นการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรป (EU) โดยได้มอบสถาบันวิจัยศึกษาประโยชน์และผลกระทบ ซึ่งคาดว่าจะเสร็จและเผยแพร่ปลายเดือน ต.ค. 63 พร้อมเปิดรับฟังความเห็นภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เรื่องความพร้อมและท่าทีการเจรจาของไทย ตั้งเป้าเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเดือน ธ.ค. นี้ และเตรียมการฟื้นเจรจาเอฟทีเอ ไทย – สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ที่ประกอบด้วย สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ ได้ศึกษาประโยชน์และผลกระทบ ซึ่งคาดว่าจะเสร็จและเผยแพร่ช่วงต้นปีหน้า และจะเปิดรับฟังความเห็นภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเรื่องความพร้อมและการเตรียมการของไทย
นอกจากนี้กรมยังมีแผนเตรียมการสำหรับการเจรจาเอฟทีเอกับประเทศและกลุ่มประเทศหลักๆ ได้แก่เอฟทีเอ ไทย-สหราชอาณาจักร (UK) ซึ่งคาดว่าการศึกษาประโยชน์และผลกระทบจะเสร็จและเผยแพร่ช่วงต้นปี 2564 และจะเปิดรับฟังความเห็นภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง พร้อมหารือเบื้องต้นกับ UK เพื่อรวบรวมข้อสรุปเสนอระดับนโยบายต่อไป
สำหรับเอฟทีเอไทย-สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) ซึ่งประกอบด้วย คาซัคสถาน เบลารุส อาร์เมเนีย คีร์กิซสถาน และรัสเซีย ได้ศึกษาประโยชน์และผลกระทบเช่นกัน คาดว่าจะเสร็จและเผยแพร่ช่วงปลายปี 2564 ขณะเดียวกันจะรับฟังความเห็นภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และหารือกับ EAEU เพื่อรวบรวมข้อสรุปเสนอระดับนโยบายต่อไป
นางอรมน กล่าวว่า ส่วนความเป็นไปได้ในการเปิดการเจรจาเอฟทีเออาเซียน-แคนาดา ในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจอาเซียน-แคนาดา เดือน ม.ค. 64 เพื่อนำไปสู่การจัดทำเอกสารระบุขอบเขต ความคาดหวัง และข้อบทที่คาดว่าจะบรรจุไว้ในความตกลงเอฟทีเอเพื่อเสนอที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-แคนาดา พิจารณาในเดือน ส.ค. 64 ว่าจะเปิดการเจรจาหรือไม่
ขณะที่เอฟทีเอที่คงค้างอยู่ 3 ฉบับ ที่ไทยอยู่ระหว่างการเจรจากับตุรกี ปากีสถาน และศรีลังกา จะเร่งรัดผลักดันให้มีความคืบหน้าและได้ข้อสรุป และจะเดินหน้ายกระดับและปรับปรุงความตกลงเอฟทีเอ กรอบอาเซียน ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ เอฟทีเออาเซียน-จีน เอฟทีเออาเซียน-อินเดีย เอฟทีเออาเซียน-เกาหลีใต้ และเอฟทีเออาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ เพื่อเปิดเสรีเพิ่มเติมในรายการสินค้าที่ยังไม่ได้เปิดตลาด และยกระดับความตกลงข้อบทต่างๆ ให้ทันสมัย สอดรับกับสภาพแวดล้อมและรูปแบบทางการค้าในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น กฎถิ่นกำเนิดสินค้า พิธีการศุลกากร การอำนวยความสะดวกทางการค้า และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
นอกจากนี้กรม ยังให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่เสียประโยชน์และได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า จึงได้มอบสถาบันวิจัยศึกษาแนวทางการจัดตั้งกองทุนเอฟทีเอแบบถาวร และจัดรับฟังความเห็นภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบมาเป็นระยะ โดยตั้งเป้าจะเสนอรายละเอียดการขอจัดตั้งกองทุนต่อคณะทำงานพิจารณาแนวทางกองทุนช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ตั้งขึ้น โดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ในปลายปี 2563 เพื่อเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์พิจารณาต่อไป
สำหรับการประชุมระดับทวิภาคี และการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้ากับประเทศคู่ค้า เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางการค้า และการแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าต่างๆ มีแผนจะประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) กับประเทศคู่ค้า ได้แก่ อาเซียน อาทิ กัมพูชา สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เอเชีย อาทิ จีน บังกลาเทศ มัลดีฟส์ และภูฏาน และภูมิภาคอื่นๆ เช่น รัสเซีย สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) และสหราชอาณาจักร เป็นต้น ทั้งนี้ หากสถานการณ์โควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย จะจัดในรูปแบบการประชุมทางไกล






