เปิดตัวช่วย "แก้หนี้" ช่องทางต่างๆ จากภาครัฐ และเทคนิคการบริหารจัดการหนี้ที่ควรจะเป็น จากกรณี "ติ๊ก บิ๊กบราเธอร์" ที่แก้ปัญหา "หนี้สิน" ผิดจนต้องยุติเส้นทางรักกับ "หนุ่ม ศรราม"
"ติ๊ก บิ๊กบราเธอร์" หรือกนิษฐรินทร์ พัชรภักดีโชติ อดีตภรรยา "หนุ่ม ศรราม" ที่กำลังอยู่ในความสนใจของสังคม จากประเด็นการออกมายอมรับสาเหตุการ "หย่าขาด" จากอดีตสามีเพราะพฤติกรรมทางการเงินของตัวเอง ที่เริ่มจากการมีหนี้สินส่วนตัวหลายแสนบาท ก่อนเล่นพนันออนไลน์หวังหาเงินมาใช้หนี้ ทั้งยังมีกรณีที่นำบัตรของศรรามไปกดเงินเพื่อใช้หนี้โดยไม่ได้ขออนุญาต ฯลฯ
เมื่อมองในมิติการบริหารจัดการหนี้ส่วนตัวบุคคล การมีหนี้สินลักษณะเดียวกับ ติ๊ก บิ๊กบราเธอร์ เป็นสภาวะที่หลายคนกำลังประสบอยู่ ทว่าการแก้ปัญหาที่ผิดจุดของ ติ๊ก ยิ่งนำไปสู่วังวนหนี้ที่หนักหนากว่าเดิม และยิ่งเพิ่มปัญหาอื่นที่กระทบต่อชีวิต เช่น ความสัมพันธ์ หน้าที่การงาน ฯลฯ
จากกรณีที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ สะท้อนว่าการบริหารจัดการเงินเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก ทั้งต่อชีวิตคู่ และการเงินส่วนบุคคล "กรุงเทพธุรกิจออนไลน์" จึงรวบรวมช่องทางการแก้ปัญหาหนี้ต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นวิธีที่ช่วยให้ไม่หลุดจากพันธนาการหนี้สิน ที่ไม่บานปลายไปยิ่งกว่าเดิม โดยสเต็ปการแก้หนี้ที่ควรจะเป็น 3 วิธีหลักๆ มีดังนี้
1. หยุดสร้างหนี้
ปัญหาหนี้สินที่เกิดขึ้นเรื้อรัง และนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามมา เพราะรับรู้ถึงปัญหานี้แต่ยังไม่หยุดสร้างหนี้ ทำให้หนี้พอกหนักและยิ่งยากที่จะแก้ไข ฉะนั้นจุดเริ่มต้นที่ควรเริ่มทำเมื่อรู้ตัวว่าหนี้ที่มีอยู่เกินตัว และกำลังเป็นปัญหากับชีวิต คือการหยุดสร้างหนี้ใหม่ให้ได้เป็นเรื่องแรก
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง:
- บทเรียนหนี้ 'ติ๊ก บิ๊กบราเธอร์' หย่า ‘หนุ่ม-ศรราม’ สู่เรื่องการเงินที่ต้องรู้ก่อนพัง
- 'หนี้' ท่วม จ่ายไม่ไหว ไปไหนได้บ้าง? เปิด 3 ช่องทางช่วย 'ลูกหนี้' ช่วงโควิด-19
- 'ติ๊ก บิ๊กบราเธอร์' เปิดใจเหตุหย่าขาด 'หนุ่ม ศรราม' ยอมรับเป็นหนี้พนันบาคาร่า
2. กางโครงสร้างหนี้ และทรัพย์สินที่มีอยู่เพื่อให้เห็นปัญหา เพื่อแก้ไขอย่างตรงจุด
จุดเริ่มต้นในการเริ่มต้นแก้ปัญหาหนี้ ควรจะต้องมองเห็นถึงปัญหาหนี้สินที่แท้จริง การลิสต์รายการหนี้สินทั้งหมดที่มีพร้อมประเมินทรัพย์สิน และรายได้ที่ตัวเองมี เพื่อหาทางว่าเงินส่วนใดบ้างที่สามารถนำมาใช้หนี้ได้ หรือถ้าไม่มีทรัพย์สินที่เพียงพอต่อการชำระหนี้ สามารถคำนวณให้เห็นชัดเจนว่า ยังขาดเงินอยู่อีกเท่าไร และควรหารายได้เพิ่มจากที่ไหนบ้างในแต่ละเดือน พร้อมทั้งจัดลำดับความสำคัญในการชำระหนี้ เช่น หนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงควรชำระก่อน หนี้ที่ดอกเบี้ยต่ำกว่าชำระทีหลัง หรือค่อยๆ ผ่อนชำระตามเงื่อนไขที่กำหนดตามลำดับ
3. หาทางแก้ปัญหาให้ตรงจุด
ปัจจุบันมีหน่วยงานที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาหนี้ของประชาชนหลากหลายโครงการ ซึ่งจะช่วยให้สามารถปรับโครงสร้างหนี้ที่ช่วยให้สามารถชำระหนี้ได้แบบไม่ทำให้ดอกเบี้ยพอกพูนมากกว่าเดิม และมีโอกาสปลดหนี้ได้ โดยมีทางเลือกในการ "แก้หนี้" หรือ "ปลดหนี้" ด้วยวิธีการต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งแต่ละคนสามารถเลือกใช้ให้เหมาะกับภาระหนี้สินของตัวเอง โดยมี 3 ทางเลือก ดังนี้
3.1 รวมหนี้
รวมหนี้ด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้รายย่อยด้วย วิธีการรวมหนี้ (debt consolidation) โดยให้สามารถนำสินเชื่อรายย่อยประเภทอื่นที่อยู่ภายใต้ผู้ให้บริการทางการเงิน หรือบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของผู้ให้บริการทางการเงินเดียวกัน อาทิ บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ และสินเชื่อที่เกิดจากการให้เช่าซื้อ มาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ด้วยวิธีการรวมหนี้กับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเพื่อใช้ประโยชน์จากหลักประกัน ซึ่งจะทำให้ผู้ให้บริการทางการเงินสามารถลดอัตราดอกเบี้ยในส่วนของสินเชื่อรายย่อยประเภทอื่นให้เหลือไม่เกินอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate: MRR) และขยายระยะเวลาการชำระหนี้ตามความสามารถของลูกหนี้
การรวมหนี้ด้วย ในกรณีฉุกเฉิน สำหรับคนที่ต้องการเงินด่วน อาจมองหาวิธีเพิ่มสภาพคล่องในระยะสั้นที่มาจากสถาบันการเงิน หรือผู้ให้บริการทางการเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น สินเชื่อระยะสั้นของธนาคารต่างๆ
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง:
'หนี้' ท่วม จ่ายไม่ไหว ไปไหนได้บ้าง? เปิด 3 ช่องทางช่วย 'ลูกหนี้' ช่วงโควิด-19
3.2 คลินิกแก้หนี้
"คลินิกแก้หนี้" เกิดจากความร่วมมือของบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่มีปัญหา "หนี้เสีย" ทั้งบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ให้สามารถหลุดจากวงจรหนี้บัตรเครดิตได้ผ่านการ "ปรับโครงสร้างหนี้" โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยร่วมกับสถาบันการเงิน (bank) 17 แห่ง และผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (non-bank) 18 แห่ง
ทั้งนี้ ผู้ที่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขจะสามารถเข้าร่วมโครงการได้ คือ เป็นบุคคลธรรมดา ที่มีรายได้ อายุไม่เกิน 65 ปี เป็นหนี้เสียบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันของสถาบันที่เข้าร่วมโครงการ โดยต้องเป็น NPL ก่อน 1 ม.ค. 63 (ตามรายงานเครดิตบูโร ณ เดือน ธ.ค. 62 ต้องมีสถานะค้างชําระ 91-120 วันขึ้นไป) และหนี้รวมไม่เกิน 2 ล้านบาท
3.3 เจรจาหนี้
เทคนิคการจัดการหนี้สินส่วนบุคคลในกรณีที่ไม่สามารถชำระคืนได้ของ "หนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์" หรือ "เดอะมันนี่โค้ช" ได้แนะนำว่า "ถ้าอาการหนัก คุยแบบขอหยุดพักชำระ ที่ไม่ใช่มาตราการขั้นต่ำ เราสามารถเจรจาขอเป็นสิทธิพิเศษได้ เพราะฉะนั้น ควรเจรจาอย่างจริงจัง สื่อสารตรงๆ ว่าจ่ายไม่ได้ เพราะจะได้เงื่อนไขที่เป็นประโยชน์มากกว่า" โดย เดอะ มันนี่โค้ช เผยสเต็ปการเจรจาหนี้ได้ตามขั้นตอนต่างๆ ดังนี้
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง:
4 เรื่อง 'การเงิน' ที่ควรทำ ก่อนการเงินเข้าขั้นวิกฤติ สไตล์ 'THE MONEY COACH'

