วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

BGRIM ชี้สภาพคล่องล้นยันไม่เพิ่มทุน

BGRIM ชี้สภาพคล่องล้นยันไม่เพิ่มทุน

BGRIM ยันไม่มีแผนเพิ่มทุน  แม้เตรียมลงทุนโครงการใหม่อีกกว่า 1.8 แสนล้าน ดันกำลังผลิตแตะ 7.2 เมกะวัตต์ ปี 68   เหตุฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีเงินสดกว่า 1.9 หมื่นล้าน พร้อมเดินหน้าเจรจาเข้าลงทุนโครงการใหม่ต่อเนื่อง

นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า  บริษัทไม่มีแผนที่จะเพิ่มทุน แม้ในอนาคตจะมีโครงการที่จะใช้เงินลงทุนรวมกว่า 1.8 แสนล้านบาท ตามเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าของบริษัทให้แตะระดับ 7,200 เมกะวัตต์ (MW) ภายในปี 2568 เนื่องจากบริษัทได้วางแผนทางการเงินไว้ล่วงหน้าแล้ว  ประกอบกับกระแสเงินทุนของบริษัทยังแข็งแกร่ง และโครงการส่วนใหญ่เป็นการกู้เงินแบบโปรเจคไฟแนนซ์ (Project Finance) ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ส่วนทุนมาก รวมถึงอาจมีการระดมทุนผ่านหุ้นกู้ หรือการหาพันธมิตรเข้ามาร่วมลงทุน

นอกจากนี้ปัจจุบันฐานะการเงินของบริษัทค่อนข้างแข็งแกร่ง เพราะมีกระแสเงินสดในมือกว่า 19,000 ล้านบาท และมีเงินทุนหมุนเวียนอีกกว่า 9,000 ล้านบาท รวมถึงยังจะมีกระแสเงินสดที่จะได้จากการดำเนินงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพราะโครงการโรงไฟฟ้าต่างๆ มีสัญญาขายไฟฟ้าระยะยาวกับภาครัฐระยะเวลาเหลือกว่า 20-25 ปี ขณะที่ปัจจุบันอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิของบริษัท (Net D/E) อยู่ในระดับแค่ 1.1 เท่า ในส่วนของงบรวม และระดับ 0.5 เท่า สำหรับงบเฉพาะกิจการ ซึ่งทำให้สบายใจได้ว่าบริษัทไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มทุนแน่นอน

สำหรับแผนการดำเนินงานของบริษัทนั้น บริษัทได้ปรับเป้าหมายกำลังการผลิตไฟฟ้าให้แตะระดับ 7,200 MW ภายในปี 2568 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้ ที่คาดจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 5,000 MW เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา มีโครงการใหม่ๆ เข้ามานำเสนอให้บริษัทพิจารณาลงทุนเป็นจำนวนมาก และบริษัทมีโอกาสพัฒนาโครงการใหม่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมด้วย โดยบริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาและการเจรจาเข้าร่วมลงทุนอยู่หลายโครงการ ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่ประเทศเกาหลีกำลังการผลิต 130-150 MW ซึ่งคาดจะเห็นความชัดเจนการลงทุนภายในไตรมาส 4 ปี 2563, โรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซ LNG ที่ประเทศเวียดนาม ขนาดกำลังการผลิต 2,700 MW รวมถึงโครงการโรงไฟฟ้ารูปแบบ SPP ที่ประเทศมาเลเซีย ขนาดกำลังการผลิต 250 MW และส่วนขยายเพิ่มเติมอีกจำนวน 150 MW รวมถึงกำลังศึกษาการเข้าลงทุนโครงการโซลาร์รูฟในประเทศฟิลิปปินส์และโอมาน

ส่วนของแผนการลงทุนในประเทศไทย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาดีล M&A โรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติกำลังผลิต  300-400 MW รวมถึงโซลาร์รูฟ และไบโอแมส ในประเทศเพิ่มเติม

“ไม่อยากให้นักลงทุนกังวลเลยเกี่ยวกับการเพิ่มทุน เพราะเราไม่มีการเพิ่มทุนแน่นอน จากที่บริษัทได้วางแผนการใช้เงินในระยะยาว และเตรียมแหล่งเงินทุนไว้แล้ว ทั้งการออกหุ้นกู้  หรือหาพันธมิตรเข้ามาร่วมพัฒนาโครงการเพิ่มเติมก็ได้ และโครงการที่เราลงทุนส่วนใหญ่ใช้โปรเจคไฟแนนซ์  ใช้เงินทุนเพียง 25% เท่านั้น"

นางปรียนาถ กล่าวต่อว่า  ราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนของบริษัทปรับตัวลดลงต่อเนื่อง นั้นส่งผลดีต่อบริษัท  โดยขณะนี้อยู่ที่ 228 บาทต่อล้าน BTU ขณะเดียวกันทาง ปตท.คาดการณ์ว่า ในปี 2564 ราคาก๊าซธรรมชาติจะปรับลดลงเหลือระดับ 223 บาทต่อล้าน BTU ซึ่งการที่ระดับราคาก๊าซลดลงจะมีผลต่อกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทให้เพิ่มขึ้นประมาณ 15 ล้านบาท