วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ส่องอนาคต ‘หุ้นโรงไฟฟ้า’ นักลงทุนผวาถูก ‘เพิ่มทุน’

หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า 6 บริษัทใหญ่ เริ่มรีบาวด์ในวานนี้ หลัง กอดคอร่วงเฉลี่ย 7% เมื่อสัปดาห์ก่อน กดราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีอ่อนตัวเฉลี่ย 16% นักวิเคราะห์ชี้นักลงทุนกังวลมูลค่าหุ้นแพงเกินไป รวมถึงแรงกดดันจากการเพิ่มทุนของบางบริษัท

ความเคลื่อนไหวหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะ 6 บริษัทใหญ่ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap.) เกินกว่า 5 หมื่นล้านบาท ได้แก่ บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) บมจ.ผลิตไฟฟ้า (EGCO) บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) และบมจ.ราช กรุ๊ป (RATCH) แม้วานนี้(24ส.ค.)จะเริ่มรีบาวด์กลับขึ้นมา หลังจากสัปดาห์ก่อนหน้า ราคาหุ้นเหล่านี้ปรับตัวลดลงเฉลี่ย 7.3% ขณะที่ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีของบริษัทเหล่านี้ลดลงไปเฉลี่ย 16%

นายศรชัย พิทยาพฤกษ์ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ พัฒนสิน เปิดเผยว่า แรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าในระยะหลังเป็นผลจากการที่นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่าราคาหุ้นเหล่านี้แพงเกินไปหรือไม่ โดยเฉพาะหลังจากที่ GULF ประกาศเพิ่มทุนที่ราคา 30 บาท

“ช่วงปีก่อนเงินทุนไหลเข้าหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าต่อเนื่อง เพราะมองว่าธุรกิจปลอดภัย สามารถสร้างกำไรได้สม่ำเสมอ จนราคาหุ้นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่หลังจากที่ GULF ประกาศเพิ่มทุน ทำให้คนเริ่มตั้งคำถามว่าจริงๆ แล้วราคาหุ้นตอนนี้ถูกหรือแพง ขณะเดียวกันก็เริ่มมีความกังวลว่าหุ้นโรงไฟฟ้าอื่นๆ อาจจะเพิ่มทุนด้วย ซึ่งล่าสุด BCPG(บมจ.บีซีพีจี) ก็ได้ประกาศเพิ่มทุนเช่นกัน”

เมื่อหุ้นโรงไฟฟ้าบางรายเริ่มเพิ่มทุน ก็ทำให้นักลงทุนกังวลกับหุ้นตัวอื่นๆ ในกลุ่มด้วย ขณะเดียวกันยังมีประเด็นอื่นๆ เข้ามากดดันเพิ่มเติมอย่าง GPSC ซึ่งงบอาจจะไม่ดีในไตรมาส 3 เพราะมีการปิดปรับปรุงโรงไฟฟ้า 1 แห่ง รวมถึงการปรับโครงสร้างภายในกลุ่มที่ บมจ.ไทยออยล์ (TOP) ขายหุ้น GPSC บางส่วนให้ บมจ.ปตท. (PTT)

“หากคิดเป็นมูลค่าต่อหุ้นสำหรับราคาที่ TOP ขายหุ้น GPSC ออกไป จะอยู่ที่ประมาณ 67 บาท ทำให้ตลาดกังวลว่าจริงๆ แล้วมูลค่าที่เหมาะสมของ GPSC จะอยู่ที่เพียง 67 บาท หรือไม่”

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลในเรื่องของการอ่อนค่าของเงินบาท ซึ่ง บล.โนมูระ พัฒนสิน มองว่า เงินบาทมีโอกาสจะอ่อนค่าแตะ 32 บาทต่อดอลลาร์ (จากปัจจุบันที่ราว 31.5 บาทต่อดอลลาร์) ภายใน 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่านักลงทุนอาจจะไม่ได้ให้น้ำหนักกับประเด็นนี้มากนัก แม้ว่าเงินบาทจะอ่อนค่าในช่วงไตรมาส 3 นี้ โดยปกติหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าจะมีผลขาดทุนทางบัญชี (Unrealized loss) จากผลของค่าเงิน ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัท อย่างในไตรมาสแรกที่กลุ่มโรงไฟฟ้ามีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวนมาก แต่ในไตรมาส 2 ก็กลับมามีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเช่นกัน เมื่อเงินบาทกลับมาแข็งค่า

ส่วนแนวโน้มช่วงครึ่งปีหลังนี้เชื่อว่าผลประกอบการจะเติบโตได้ทั้งจากปีก่อนและจากครึ่งปีแรก สำหรับกลุ่มโรงไฟฟ้า 4 บริษัท คือ GULF EGCO BGRIM และ RATCH จากแรงหนุนของโรงไฟฟ้าใหม่ และการปิดซ่อมบำรุงที่ลดลง รวมถึงอัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากมูลค่าหุ้นแล้ว มองว่า RATCH และ EGCO ยังเป็นหุ้นที่เข้าลงทุนได้

ด้าน นายจรูญพันธ์ วัฒนวงศ์ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มเห็นการปรับตัวลงอย่างชัดเจนของหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า ซึ่งมีเหตุผลการลงคล้ายๆ กัน คือ การซึมลงหลังจากสถาบันขายหุ้นออกไป

ขณะเดียวกัน GULF และ BCPG ได้ประกาศเพิ่มทุน อย่างในกรณีของ BCPG เพิ่มทุนโดยมีส่วนลดจากกระดานถึง 25% พร้อมเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจงอีก 6% และยังออก warrant พ่วงด้วย โดยให้เหตุผลว่าจะเอาเงินไปลงทุนพลังงานลมที่ประเทศลาว

“เหตุที่โรงไฟฟ้าต้องเร่งเพิ่มทุนรอบนี้ มีผู้เชี่ยวชาญกังวลว่าเศรษฐกิจจริงอาจจะแย่ลงอีกในปีหน้า ทำให้ภาวะตลาดหุ้นน่าจะแย่ลง และการเพิ่มทุนต่างๆ อาจจะทำได้ยากขึ้น ขณะที่มูลค่าหุ้นของแต่ละโรงไฟฟ้าค่อนข้างแพงมาก (จาก P/E ของแต่ละบริษัท) ไม่เพียงเท่านั้นนักลงทุนสถาบันถือโรงไฟฟ้าค่อนข้างเยอะ เมื่อสถานการณ์ไม่ดี ก็มักจะเป็นเป้าในการขาย”