สถาบันต่างชาติไล่เก็บหุ้นเมเจอร์ สวนวิกฤติโควิด “จีไอซี” ทยอยซื้อเพิ่มแตะ 6.6% ขณะที่กองทุน ‘มาราธอน’ โผล่ถือสัดส่วนกว่า 5% สวนทาง “ไทยเอ็นวีดีอาร์” ที่ลดสัดส่วนต่ำกว่า 5% ด้าน “นักวิเคราะห์” ชี้ราคาหุ้นฟื้นเร็วกว่าพื้นฐาน
บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป หรือ MAJOR เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 มากที่สุดบริษัทหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลประกาศล็อกดาวน์ ส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทพลิกเป็นขาดทุนสุทธิ 475 ล้านบาท จากปกติที่จะมีกำไรกว่า 500 ล้านบาท ในช่วง 4 – 5 ปีที่ผ่านมา และยังเป็นการขาดทุนสุทธิต่อเนื่องสองไตรมาสติดต่อกัน จากไตรมาสแรกที่ขาดทุน 255 ล้านบาท ส่งผลให้ครึ่งปีแรกบริษัทมีผลขาดทุนสุทธิถึง 730 ล้านบาท
ขณะที่ราคาหุ้น MAJOR ร่วงลงจากระดับ 25 บาท เมื่อปลายปี 2562 ไปทำจุดต่ำสุดที่ 11.20 บาท เมื่อปลายเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดในรอบ 8 ปีครึ่ง จากเมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554
อย่างไรก็ดี ท่ามกลางกระแสเชิงลบต่อหุ้น MAJOR โดยมุมมองที่ว่าธุรกิจโรงภาพยนตร์อาจจะถูกคุกคาม (Disrupt) จากเทคโนโลยีที่เอื้อให้ผู้คนสามารถรับชมภาพยนตร์ได้ง่ายขึ้นจากที่บ้าน ทั้งยังโดนซ้ำเติมจากวิกฤติโควิดที่ทำให้คนส่วนใหญ่เชื่อกันว่าธุรกิจโรงภาพยนตร์จะเปลี่ยนไปหลังวิกฤติดังกล่าว
แต่จากการปิดสมุดทะเบียนล่าสุด เมื่อ 19 มิ.ย. ที่ผ่านมา พบว่า สถาบันต่างประเทศอย่าง GIC Private Limited ซึ่งเป็นกองทุนรัฐบาลสิงคโปร์ ได้เพิ่มสัดส่วนการถือครองหุ้น MAJOR จาก 5.93% ขึ้นมาเป็น 6.6% เช่นเดียวกับ Nortrust Nominees LTD ได้เพิ่มสัดส่วนจาก 5.63% มาเป็น 7.62% เทียบจากเดือน เม.ย. ปี 2562
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา ยังพบว่า MARATHON ASSET MANAGEMENT ซึ่งเป็นบริษัทจัดการลงทุนจากลอนดอน เข้ามาถือหุ้นใน MAJOR สัดส่วน 5.04% จนติดอันดับ 1 ใน 5 ผู้ถือหุ้นใหญ่ จากเดิมที่ไม่เคยถือหุ้นมาก่อน อย่างไรก็ตามในฝั่งของ NVDR พบว่า ได้ลดการถือหุ้น MAJOR ลงจาก 9% เหลือ 4.29%
นายดิษฐนพ วัธนเวคิน นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระพัฒนสิน กล่าวว่า สาเหตุที่นักลงทุนสถาบันต่างชาติซื้อหุ้น MAJOR เพิ่มในช่วงที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะราคาหุ้นก่อนหน้านี้ลงมาค่อนข้างมาก แต่ถ้าดูราคาปัจจุบัน จะเห็นว่าค่อนข้างเกินกว่าพื้นฐานที่ 14.80 บาทแล้ว ซึ่งเป็นเพราะนักลงทุนคาดหวังผลประกอบการกำลังผ่านจุดต่ำสุด แล้วค่อยๆ ดีขึ้นหลังจากนี้
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของผลประกอบการในไตรมาส 3 ปีนี้ ยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก ถึงแม้ว่า MAJOR จะเริ่มกลับมาให้บริการได้แล้ว แต่การกลับมาเปิดดำเนินการปกติ ทำให้ค่าใช้จ่ายต่างๆ กลับมาเช่นกัน ในขณะที่รายได้ของบริษัทนั้นอาจจะยังไม่ได้กลับมาเร็วนัก ส่วนหนึ่งเพราะภาพยนตร์หลายเรื่องตัดสินใจเลื่อนฉายออกไป ทำให้ลูกค้าอาจจะยังไม่เข้ามาใช้บริการมากนัก
ทั้งนี้ ประเมินว่าช่วงเดือน ก.ย. นี้ จะเริ่มเห็นทิศทางของธุรกิจของ MAJOR ชัดเจนมากขึ้น หลังจากที่จะเริ่มภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ อาทิ มู่หลาน เข้าฉาย ซึ่งจะเริ่มเห็นสัญญาณว่าผู้คนสนใจจะกลับเข้ามาใช้บริการมากน้อยเพียงใด ส่วนราคาหุ้นที่ฟื้นตัวในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มองว่าเป็นการฟื้นบนความไม่แน่นอนของธุรกิจ
ด้าน นายปฏิภาค นวาวัตน์ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรี กล่าวว่า ธุรกิจของ MAJOR ในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะฟื้นตัวดีขึ้น โดยไตรมาส 2 ที่ผ่านมาน่าจะเป็นจุดต่ำสุดของธุรกิจ ซึ่งถูกกดดันจากการปิดโรงภาพยนตร์และมีภาพยนตร์เลื่อนฉายเป็นจำนวนมาก โดยไตรมาส 3 นี้ เริ่มเห็นภาพยนตร์กลับมาฉายบ้างแล้ว
อย่างไรก็ตาม มองว่าผลประกอบการในไตรมาส 3 จะยังคงขาดทุน ก่อนจะพลิกมีกำไรได้ในไตรมาส 4 ขณะที่ปี 2564 ผลประกอบการจะฟื้นตัวได้อย่างชัดเจน หลังจากที่ภาพยนตร์เด่นๆ จะเริ่มเข้ามาฉาย
“แม้ผลประกอบการจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว เช่นเดียวกับราคาหุ้นที่น่าจะผ่านจุดต่ำสุดบริเวณ 10 – 11 บาท แต่ปัจจุบันยังขาดปัจจัยหนุนให้ราคาขึ้นไปต่อ โดยเฉพาะการเข้าฉายของภาพยนตร์เรื่องต่างๆ ที่ไม่ควรจะเห็นการเลื่อนออกไปอีก อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันเป็นลักษณะของการที่คนอาจจะพร้อมมาใช้บริการ แต่ภาพยนตร์ที่พร้อมฉายยังไม่เอื้อให้บริษัทสร้างรายได้และกำไร”






