สภาธุรกิจตลาดทุน เตรียมหารือ “คลัง” สัปดาห์หน้า ชง 2 ข้อเสนอ หวังใช้ “ตลาดทุน” ช่วยฟื้นเศรษฐกิจ โดยดันตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมเพิ่มช่องทางช่วย “เอสเอ็มอี” ระดมทุน เชื่อช่วยลดภาระรัฐกู้ยืมเงิน ลดหนี้สาธารณะ พร้อมประเมินหุ้นไทยดาวน์ไซด์จำกัด
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ทิสโก้ จำกัด ในฐานะประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย หรือ FETCO เปิดเผยว่า FETCO เตรียมเข้าหารือกับ นายปรีดี ดาวฉาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ในสัปดาห์หน้า เพื่อเสนอแผนการใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือฟื้นเศรษฐกิจ เนื่องจากมองว่าในภาวะที่เศรษฐกิจเปราะบาง ตลาดทุนควรมีส่วนร่วมในการแก้ไขด้วย โดยข้อเสนอที่เตรียมเอาไว้มีทั้งหมด 2 ข้อ
ข้อแรก การจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน(Infrastructure Fund/Opportunity Fund) เพื่อเป็นตัวเลือกให้โครงการต่างๆ ของภาครัฐใช้ระดมทุนแทนการกู้ยืมเงิน อาทิ โครงการทางพิเศษ หรือโครงการท่าเรือ เป็นต้น ซึ่งการระดมทุนผ่านกองทุนดังกล่าว จะช่วยให้ภาครัฐเหลือวงเงินกู้ยืมเพื่อดำเนินมาตรการที่จำเป็นอื่นๆ ในอนาคต จากปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะคงค้างต่อจีดีพีอยู่ที่ 51.64% ขณะที่กรอบการบริหารหนี้สาธารณะที่กำหนดจะต้องไม่เกิน 60%
ข้อสอง การเพิ่มช่องทางระดมทุนแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SME) อาทิ กองทุน SME ซึ่งยังไม่ตกผลึกดี รวมถึงการเปิดตลาดหุ้นที่ 3 เพื่อให้ธุรกิจ SME ระดมทุน หากกระทรวงการคลังเห็นชอบกับข้อเสนอต่างๆ FETCO และผู้ที่เกี่ยวข้องในฝั่งตลาดทุนจะทำการศึกษาต่อไป
“การเข้าพบในสัปดาห์หน้า เราอาจจะขอไม่มากเท่ากับตอนที่ตลาดหุ้นปรับลงมาแรงในช่วงต้นปี แต่ครั้งนี้เราอยากเสนอให้ภาครัฐใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือในการฟื้นเศรษฐกิจมากกว่า จากปัจจุบันที่ภาครัฐต้องก่อหนี้เพื่อนำเงินมาประคองธุรกิจ ทำให้ระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีปรับขึ้นค่อนข้างสูง”
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้ นายไพบูลย์ มองว่า โอกาสปรับลดลง(ดาวน์ไซด์) เริ่มมีจำกัด สะท้อนผ่านมูลค่าหุ้นรับข่าวไปค่อนข้างมากแล้ว ขณะที่ปัจจัยลบจากความกังวลการแพร่ระบาดโควิด-19 รอบ 2 ที่กลับมาและการชุมนุมทางการเมืองในประเทศ ทำให้ตลาดตกใจ คาดว่ากระทบระยะสั้นเท่านั้น และไม่เห็นดัชนีตลาดลงลึกกลับไปจุดต่ำเท่าเดือนมี.ค. อีกแล้ว ซึ่งขณะนี้ตลาดหุ้นได้ผ่านพ้นจุดต่ำแล้ว
อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีแรกนี้และปัจจุบันยังเห็นตลาดหุ้นไทยเท่านั้นที่ Underperformance ค่อนข้างมากอยู่ โดยในช่วงเกือบ 2 เดือนมานี้ ปรับตัวลงมาแล้ว 20% นับจากในเดือนก.ค.ที่ผ่านมาตลาดเริ่มนิ่งแล้ว และเริ่มมีม็อบในเดือนส.ค.นี้ ตลาดปรับตัวลงมาค่อนข้างมาก แต่เมื่อเทียบปัจจุบันตลาดหุ้นที่อื่นปรับตัวขึ้นกันหมดแล้ว จึงมีความเป็นไปได้ว่าตลอดทั้งปีนี้ตลาดหุ้นไทยน่าจะกลับมา performanceได้บ้าง มองดัชนีสิ้นปีนี้ที่ 1,400 จุด เมื่อเทียบตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่ คาดว่าทั้งปีนี้จะทรงตัวหรือปรับลงเล็กน้อย1-2%เท่านั้น
นายไพบูลย์ มองว่า ตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้ รอเพียงปัจจัยบวกใหม่ๆที่สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนกลับเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะมาจาก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ที่จะผลักดันออกมาเป็นหลัก รวมถึงการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจเดือนหน้าหากออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดและการปรับประมาณการของนักวิเคราะห์อาจมีการปรับขึ้นบ้างหลังจากปรับลงสุดไปแล้ว
ส่วนทางด้านเงินลงทุนต่างชาติจะกลับมาหรือไม่นั้น มองว่า ยังต้องติดตามต่อไป ขึ้นอยู่กับการแก้ไขปัญหาภายในประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ทุกวันนี้เราคุมการแพร่ระบาดโควิด-19ได้ดีกว่าที่อื่นแต่เงินลงทุนต่างชาติยังไม่กลับมา ซึ่งต้องยอมรับอีกอย่างว่า เงินลงทุนต่างชาติที่ยังไม่เข้ามา เนื่องจากโครงสร้างของตลาดหุ้นไทย ส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่เกี่ยวกับธุรกิจ Old Ecomomy เช่น ธนาคาร พลังงาน สนามบิน ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากเศรษฐกิจชะลอตัวจากโควิด-19รอบนี้ และมีหุ้นที่เป็น New Economy หรือ New Normal น้อย ไม่เหมือนตลาดหุ้นสหรัฐหรือหุ้นจีน ที่หนุนตลาดกลับมาได้เร็ว
อย่างไรก็ตามยังเชื่อว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีอัพไซด์ เพียงแต่รอธุรกิจในกลุ่ม Old Ecomomy ที่ไม่ได้หายไปไหนฟื้นตัวกลับมาในระยะถัดไป ดังนั้นในภาวะเช่นนี้ มองว่า ตลาดหุ้นไทยยังน่าสนใจลงทุนในระยะยาว เป็นจังหวะที่สามารถทยอยเข้าลงทุนได้







