วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดีลเลอร์รถยนต์อ่วมหนัก โควิดฉุดรายได้ปีนี้วูบ25%

“กรุงไทย” เปิดผลวิจัย ธุรกิจดีลเลอร์รถยนต์ ชี้โควิด-19 กระทบยอดขายรถยนต์ดิ่ง ฉุดรายได้ดีลเลอร์หาย 25% คาดใช้เวลา 2-5 ปีกว่าธุรกิจกลับมาฟื้น และมียอดขายต่อปีแตะ 1 ล้านคัน

นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS  ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB  เปิดเผยว่า คาดยอดขายรถยนต์ของไทยปีนี้ น่าจะหดตัวรุนแรง หลังกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงอย่างมาก โดยคาด ทั้งปียอดขายรถยนต์น่าจะลดลงมาอยู่ที่ 6.2 แสนคัน หดตัวถึง 38.2% จากผลกระทบของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ดังนั้นจำเป็นที่ดีลเลอร์ต้องเร่งปรับตัว เพื่อประคองธุรกิจ และเพื่อให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดได้ในยุค New normal

นายกณิศ อ่ำสกุล นักวิเคราะห์ Krungthai COMPASS กล่าวว่า หากดูภาพรวมของธุรกิจดีลเลอร์รถยนต์ ในไทยพบว่า มีผู้ประกอบการทั้งหมดราว 1,940 ราย โดยเป็นธุรกิจรายเล็กยอดขายต่ำกว่า 100 ล้านบาท ถึง 43%

ทั้งนี้ หากดูมูลค่าตลาดรถยนต์ปี 2562 อยู่ที่ 1.07 ล้านล้านบาทต่อปี และแชร์ส่วนใหญ่มาจากดีลเลอร์รายใหญ่ถึง 86% ซึ่งหากดูสัดส่วนรายได้จากดีลเลอร์ส่วนใหญ่พบว่า 84% มาจากการขายรถยนต์เป็นหลัก ซึ่งโครงสร้างธุรกิจที่ผูกกับการขายรถยนต์เป็นหลัก จึงทำให้ธุรกิจนี้ได้รับผลกระทบมากจาก โควิด-19 ในปีนี้

ส่วนแนวโน้มการขายรถยนต์ปีนี้ กรุงไทยประเมินว่า หากสถานการณ์แย่สุด ยอดขายรถยนต์น่าจะลดลงเหลือ 5.7 แสนคัน หากดีสุดคือ 7.5 แสนคัน แต่กรณีฐานมองว่าอยู่ที่ 6.2 แสนคัน หรือติดลบ 32%  แต่หากเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น  ยอดขายรถยนต์น่าจะกลับมาแตะระดับ 1 ล้านคันได้ ปี 2564 แต่หากเกิดการระบาดรุนแรงจากโควิด-19 ระลอก 2 คาดกว่ายอดขายรถยนต์กว่าจะแตะระดับ 1 ล้านคันอีกครั้ง น่าจะกินเวลาราว 2-5 ปี หรือเห็นแตะล้านคันในปี 2567

ขณะที่รายได้ดีลเลอร์ปีนี้คาดหายไป 25% หรือ 1 ใน 4 ส่งผลให้อาจเห็นกำไรของธุรกิจพลิกเป็นขาดทุนถึง 4.8% จากก่อนหน้าที่กำไรต่อปีราว 1-1.2% ทำให้ดีลเลอร์อาจเจอผลขาดทุนเพิ่มถึง 36-50% จากปีก่อนที่ราว 24%

นายมานะ นิมิตวานิช ผู้อำนวยการฝ่าย Krungthai COMPASS กล่าวว่า จากกำลังซื้อที่ลดลงอย่างรุนแรง ทำให้ธุรกิจดีลเลอร์รถยนต์แบบดั้งเดิมต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยระยะข้างหน้า คาดว่า จะเห็นผู้บริโภคเข้าโชว์รูมน้อยลง  ทำให้ปิดการขายยากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นสิ่งสำคัญผู้ประกอบต้องเร่งทำ คือการรักษาฐานลูกค้าเดิมอย่างต่อเนื่อง และทำการตลาดเชิงรุกเพื่อรองรับกับ Pent Up Demand ที่อาจกลับมาหลังโควิด-19

อีกทั้งต้องยกระดับการขายการให้บริการเข้าสู่ระบบดิจิทัล ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในระยะยาว ที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้ในยุค New Normal