สัปดาห์นี้เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 31.245-31.76 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนจะมาปิดตลาดที่ 31.70 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าจากการที่นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการแพร่ระบาดรอบสองของโควิด-19 ในประเทศไทย
เช่นเดียวกับค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงหลังจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ BOJ คาดว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะหดตัว 4.7% และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) จะลดลง 0.5% ในปีงบประมาณ 2563 ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนมี.ค.ปีหน้า
สำหรับในช่วง 1 สัปดาห์ข้างหน้า ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 31.40-31.80 บาทต่อดอลลาร์ โดยต้องจับตาสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศต่างๆ ที่ยังเพิ่มขึ้นมากต่อเนื่องนอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงในเรื่องความขัดแย้งสหรัฐฯกับจีนที่เพิ่มขึ้น
ดัชนีตลาดหุ้นไทยวานนี้ (17 ก.ค.2563) ปิดที่ 1,359.58 จุด เพิ่มขึ้น 11.72 จุด หรือ 0.87% มูลค่าการซื้อขาย 41,354.56 ล้านบาท ขณะที่ด้าน บล.เอเซีย พลัส ระบุ แนวโน้มตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้าประเมินว่าดัชนีฯน่าจะแกว่งตัวไซด์เวย์ถึงไซด์เวย์อัพ เนื่องจากเชื่อว่าภาวะตลาดได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ขณะที่ในช่วงต้นสัปดาห์อาจมีแรงกดดันจากการทยอยประกาศงบของหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่คาดว่ากำไรน่าจะลดลงกว่า 30% จากช่วงเดียวกันปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ตามเชื่อว่าผลกระทบต่อตลาดอาจไม่มากนัก เพราะน้ำหนักหุ้นแบงก์ต่อตลาดมีสัดส่วนน้อยลงจากในอดีต พร้อมประเมินกรอบดัชนีฯไว้ที่ระดับ 1,340-1,380 จุด
ด้านความเคลื่อนไหวของราคาทองคำอยู่ที่ 1,802.49 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในขณะที่ราคาทองคำในประเทศอยู่ที่ 27,000 บาทต่อบาททองคำ ด้าน วายแอลจี บูลเลี่ยนอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด แนะนำนักลงทุนซื้อขายทำกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัวของราคา โดยหากราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นบริเวณแนวต้าน 1,808-1,818 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนะขายทำกำไร ซึ่งนักลงทุนควรตั้งจุดตัดขาดทุนหากราคาหลุดแนวรับ 1,786 ดอลลาร์ต่อออนซ์






