ปัจจุบันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ที่ลุกลามไปในหลายประเทศทั่วโลกได้สร้างผลกระทบต่อภาคธุรกิจเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยวที่ต้องหยุดชะงักชั่วคราวและก่อให้เกิดความเสียหายคิดเป็นมูลค่ามหาศาล
“ชัยพัฒน์ ไพฑูรย์” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาเชิงกลยุทธ์ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT หนึ่งในบริษัทที่เผชิญผลกระทบโดยตรงกับวิกฤตินี้ เล่าให้ทีมข่าว “กรุงเทพธุรกิจ” ฟังว่า บริษัทกำลังเร่งเสริมฐานะการเงินให้มีความแกร่งที่มากขึ้น เพื่อนำพาธุรกิจรอดพ้นจากวิกฤติในครั้งนี้
โดย ชัยพัฒน์ บอกว่า ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างเดินหน้าปรับโครงสร้างทางการเงินและเสริมความแข็งแกร่งด้วยการระดมทุนมูลค่ารวมกว่า 25,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.การเพิ่มทุนโดยจัดสรรให้กับผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วน (RO) มูลค่า 10,000 ล้านบาท,2.การออกหุ้นกู้ไม่มีกำหนดไถ่ถอน (Perpetual bond) สกุลเงินดอลลาร์อีกประมาณ 10,000 ล้านบาท และ3.การออกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญอายุ 3 ปี หรือ MINT-W7 มูลค่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งจะถึงกำหนดแปลงสิทธิในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยทั้งหมดได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นเรียบร้อยแล้วในช่วงที่ผ่านมา
เขาย้ำว่า แผนการระดมทุนรอบนี้ถือเป็นแผนเบ็ดเสร็จในครั้งเดียว ซึ่งจะทำให้ฐานะการเงินของบริษัทมีความแข็งแกร่งขึ้นและเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ รวมถึงรองรับการฝ่าวิกฤติในครั้งนี้โดยที่ไม่จำเป็นต้องระดมทุนเพิ่มอีกในช่วง 2 ปีข้างหน้า พร้อมคาดว่าภายในปี 2563 อัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/E) จะลดลงต่ำกว่าระดับ 1.3 เท่า จาก ณ สิ้นไตรมาส 1/2563 ที่อยู่ระดับ 1.6 เท่า
ขณะที่เงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้นั้น บริษัทจะใช้ชำระหนี้,ลงทุนขยายธุรกิจ และเพิ่มสภาพคล่องให้กับบริษัท โดยช่วงสิ้นไตรมาส 1/2563 บริษัทมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยทั้งหมดจำนวน 129,000 ล้านบาทและมีต้นทุนทางการเงินอยู่ที่ระดับ 2.65%
โดยในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทมีหนี้จะครบชำระจำนวน 3,600 ล้านบาท และในปี 2564 มีหนี้ครบกำหนดชำระจำนวน 14,000 ล้านบาท แบ่งเป็นในช่วงต้นปีจำนวน 4,000 ล้านบาท และในช่วงปลายปีมีหุ้นกู้ Perpetual bond ที่ครบกำหนดชำระอีกราว 10,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามยืนยันว่า ปัจจุบันบริษัทมีกระแสเงินสดที่เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากมีกระแสเงินสดในมือประมาณ 20,000ล้านบาท และยังมีวงเงินสินเชื่อพร้อมเบิกจากสถาบันการเงินอีกกว่า 30,000 ล้านบาท รวมถึงจะมีเงินสดจากการระดมทุนครั้งล่าสุดด้วยการเพิ่มทุนแบบ RO และเงินจากออกหุ้นกู้ Perpetual bond เข้ามาเพิ่มเติมในช่วงไตรมาส 3ปี2563 อีกกว่า 20,000 ล้านบาท
ส่วนแนวโน้มสภาพคล่องของบริษัทคาดจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากการคลายล็อกดาวน์ในหลายๆ ประเทศได้ส่งผลให้กิจการธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารเริ่มฟื้นตัวขึ้น โดยปัจจุบันบริษัทสามารถเปิดให้บริการโรงแรมได้แล้วประมาณ 50% ของจำนวนโรงแรมที่มีทั้งหมด 535 แห่ง ใน 57 ประเทศ และจะทยอยเปิดให้บริการอย่างต่อเนื่องในช่วงหลังจากนี้ ขณะที่ธุรกิจอาหารเริ่มเปิดให้บริการทั้งภายในประเทศและต่างประเทศแล้วประมาณ 90% จากจำนวนร้านทั้งหมด 2,377 สาขา ใน 26 ประเทศ
นอกจากนี้ บริษัทได้ปรับลดงบลงทุนปีนี้เหลือ 10,000-11,000 ล้านบาท จากเดิมที่ตั้งไว้ที่ 17,000-20,000 ล้านบาท รวมถึงยังชะลอการเข้าซื้อกิจการเพื่อเป็นการรักษากระแสเงินสดและสภาพคล่องไว้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปก่อน พร้อมยืนยันว่าขณะนี้ไม่มีแผนที่จะขายสินทรัพย์ใดๆของบริษัท
“แนวโน้มผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังจะดีขึ้นกว่าช่วงครึ่งปีแรก จากการคลายมาตรการล็อกดาวน์ หลังจากในช่วงปลายเดือนพ.ค.ที่ผ่านมาประเทศต่างๆเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้เริ่มมีการทยอยเปิดกิจการต่างๆได้ ประกอบกับการออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐจะช่วยหนุนการธุรกิจโรงแรมให้ฟื้นตัวกลับมา”







