คลังชี้การลดดอกเบี้ยของธปท.เป็นการดำเนินนโยบายการเงินที่สอดคล้องกับนโยบายการคลังมากขึ้น เพื่อพยุงให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว ระบุ ไตรมาสสองขยายตัวติดลบมากกว่าไตรมาสแรก
นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)กล่าวถึงการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ว่าเป็นการดำเนินนโยบายการเงินที่สอดคล้องกับนโยบายการคลัง เพราะขณะนี้เศรษฐกิจไม่สามารถขยายตัวได้ตามที่คาด ดังนั้น การดำเนินนโยบายการเงินและการคลังต้องสอดคล้องกัน
ส่วนเศรษฐกิจจะสามารถฟื้นตัวแบบตัวU หรือV นั้น ยังเร็วไปที่จะตอบ แต่ขณะนี้ เราต้องประคองภาคธุรกิจและประชาชนให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปให้ได้ และให้ล้มน้อยที่สุด เมื่อเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว ภาคธุรกิจและประชาชนจะพร้อมหนุนและเป็นฟันเฟืองให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อไปได้
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่(โควิด-19)ตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาสแรกของปีหรือตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มล็อกดาวน์ ดังนั้น ไตรมาสแรกจึงได้รับผลกระทบเล็กน้อย หรือติดลบไม่มาก และจะได้รับผลกระทบมากในไตรมาสสอง ส่วนไตรมาสสามและสี่ เราคาดว่า จะดีขึ้น หากภาครัฐรับมือกับโควิด-19ได้ดีขึ้น ทำให้ธุรกิจกลับมาเดินได้ตามปกติ
ส่วนข้อเรียกร้องของภาคเอกชนในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการออกมาตรการช้อปช่วยชาติว่า กระทรวงการคลังพร้อมออกมาตรการมากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องดูช่วงเวลาเหมาะสม ส่วนจะเป็นมาตรการแบบไหนนั้น ขอให้ถึงเวลานั้นก่อนจึงจะสามารถบอกได้ ดังนั้นจึงเร็วเกินไปที่จะบอกในขณะนี้ว่าจะใช้มาตรการใด
ทั้งนี้ เวลาที่เหมาะสมหมายความว่าประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ต้องสามารถเดินทางไปมาข้ามจังหวัดได้ และสามารถเดินทางท่องเที่ยว การไปถึงเวลานั้นรัฐบาลยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน ยกเลิกเคอร์ฟิว โดยสามารถใช้งบประมาณจากเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท มากระตุ้นเศรษฐกิจได้






