การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ "โควิด-19" ส่งผลกระทบต่อทุกธุรกิจ รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ที่ดีมานด์หดตัวไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และที่สำคัญคือ วิกฤติในครั้งนี้อาจทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคในอนาคตเปลี่ยนแปลงไป
ทำให้ทุกบริษัทต่างต้องหันกลับมาทบทวนแนวทางในการดำเนินธุรกิจของตัวเองอีกครั้ง
สำหรับ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิคี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) หนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ได้มีการปรับแผนในระยะสั้น เช่น การเลื่อนเปิดตัวโครงการใหม่ไปต้นปี แต่เรื่องการขาย เรื่องการทำสัญญาซื้อขาย และการโอนกรรมสิทธิ์ก็ยังดำเนินการตามปกติ
"วิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MQDC เปิดเผยว่า ถึงแม้ว่าสภาพเศรษฐกิจทั่วไปในปีนี้จะชะลอตัวลงจากโควิด-19 ทำให้ภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์จะยังคงทรงตัว การขึ้นโครงการใหม่จึงจะมีให้เห็นไม่มากนัก
แต่ในส่วนของบริษัทยังมุ่งหน้าเดินต่อในทุกโครงการ โดยเฉพาะ เดอะ ฟอเรสเทียส์ (THE FORESTIAS) ที่เป็นหนึ่งในโครงการที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีมูลค่าถึง 125,000 ล้านบาท ก็มุ่งหน้าเดินต่อให้เสร็จภายใน 3 ปี
โครงการดังกล่าวเป็นแบบ Mixed-Use Lifestyle โมเดลแรกของโลกที่ครบวงจร ทั้งที่อยู่อาศัย พื้นที่ค้าปลีก อาคารสำนักงาน ศูนย์สุขภาพ สถานศึกษา อาคารนวัตกรรม พื้นที่สำหรับกิจกรรมการเรียนรู้และสร้างสรรค์ของครอบครัว เพื่อตอบโจทย์การอยู่อาศัยและตอบสนองไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ภายใต้การสร้างระบบนิเวศน์ขนาดใหญ่ในโครงการ
นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ Town Center สำหรับจัดกิจกรรมชุมชนและกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่าง ๆ โรงละคร อีเว้นท์ฮอลล์ ตลาด โรงแรมระดับ 5 ดาว และศูนย์การแพทย์ และสุขภาพขนาดใหญ่ที่ครบครันไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือที่ทันสมัยที่สุด และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ
สำหรับการเตรียมพร้อมธุรกิจเพื่ออนาคต บริษัทมองว่า คนจะหันมาระมัดระวังและพิถีพิถันในการใช้ชีวิตมากขึ้น ซึ่งกลับกลายเป็นผลดีกับโครงการของบริษัท
จากงานวิจัยของ FutureTales Lab ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยอนาคตศึกษา ของ MQDC พบว่าการเลือกที่อยู่อาศัยหรือความคิดด้านการซื้อที่อยู่อาศัยจะเปลี่ยนไป จากเดิมที่อยู่แต่ในเมือง โดยยึดการเดินทางแนวทางใกล้รถไฟฟ้าเป็นปัจจัย แต่ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลต่อการทำงานในอนาคต สามารถทำงานที่บ้านได้ จึงจะปรับแนวคิดเป็นบ้านนอกเมือง แต่มีพื้นที่มากขึ้น มีสวน มีธรรมชาติ มีการปรับเปลี่ยนบ้านพักตากอากาศ (Vacation Home) มาใช้อาศัยประจำแทน
บริษัทได้วางแนวทางไว้ตามนี้มาแต่ต้น โดยมีพื้นที่ป่าจริงที่มีระบบนิเวศตามธรรมชาติอยู่ถึง 30 ไร่ จากพื้นที่โครงการ 398 ไร่ และยังมีอสังหาริมทรัพย์ที่เหมาะกับคนทุกกลุ่มในแต่ละรูปแบบ
จากการที่ MQDC ทำงานโดยยึดการศึกษาและวิจัยการอยู่อาศัยในอนาคตมาเป็นหลักในการวางโครงการและการออกแบบ และขณะเดียวกันยึดในเรื่อง Well-Being เป็นหลัก ดังนั้นจึงสามารถตอบโจทย์ชีวิตแบบปกติใหม่ (New Normal) ได้ดียิ่ง
ขณะเดียวกัน แผนของบริษัทในระยะสั้น บริษัทกำลังพิจารณาถึงการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระลูกค้าควบคู่กันไปกับการช่วยเหลือสังคม โดยบริษัทแม่ของ แมกโนเลีย คือ ดีทีจีโอ คอร์ปอเรชั่น (DTGO) ได้วางแนวนโยบายในการนำเงิน 2% จากรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย มาสนับสนุนมูลนิธิพุทธรักษา และมูลนิธิธนินท์ เทวี เจียรวนนท์ เพื่อช่วยเหลือด้านการศึกษาแก่เด็กและเยาวชน และการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคม
โดยในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 นี้ เราก็ได้จัดวงเงิน 50 ล้านบาทไปช่วยผู้ประสบความเดือดร้อนจากการตกงาน หรือเดือดร้อนด้านอื่น ๆ รวมถึงโครงการ Forest for Life “สร้างป่า สร้างชีวิต” ที่ใช้งบประมาณ 25 ล้านบาท ช่วยชาวบ้านกว่า 1,500 ครัวเรือนให้มีรายได้ ผ่านการซื้อกล้าไม้และการให้ชาวบ้านรับกล้าไม้ไปดูแลจำนวน 1.2 ล้านต้น ที่จะช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศไทย









