การฟื้นตัวต้องใช้เวลา
Event
ประชุมนักวิเคราะห์
Impact
บริษัทยังระมัดระวังเกี่ยวกับจังหวะการฟื้นตัวของธุรกิจ
ผู้บริหารคาดว่าอาจจะต้องใช้เวลานานถึง 2 ปีกว่าที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะฟื้นตัวเต็มที่กลับมาอยู่ระดับเดียวกับก่อนที่ Covid-19 จะระบาด ในขณะเดียวกัน บริษัทมีมึมมองต่อมองต่อแนวโน้มธุรกิจท่องเที่ยวในระยะสั้นถึงระยะกลางดังนี้
i) การท่องเที่ยวในประเทศน่าจะฟื้นตัวขึ้นในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2563 ซึ่ง ERW ได้กลับมาเปิดโรงแรม HOP INN ทั้ง 20 แห่งในวันที่ 18 พฤษภาคม 2563 เพื่อเตรียมรองรับอุปสงค์ในประเทศ ทั้งนี้ ผู้บริหารคาดว่าหาก occupancy rate เกิน 10% จะคุ้มค่าทางการเงินที่จะกลับมาเปิดให้บริการโรงแรม
แล้ว แม้ว่าอาจขาดทุนสุทธิอยู่ก็ตาม
ii) โรงแรมในกลุ่ม budget, economy และ midscale อาจจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าโรงแรมกลุ่ม luxury เพราะราคาที่เอื้อมถึงจะทำให้จับอุปสงค์ในประเทศได้มากกว่า ในขณะเดียวกัน โรงแรมกลุ่ม luxury จะขึ้นกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยเป็นหลัก
iii) MICE และการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ยังต้องใช้เวลากว่าจะฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามรายได้จากธุรกิจกลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนเพียงแค่ 5% ของรายได้รวมของ ERW
เลื่อนแผนการใช้งบ CAPEX ออกไปก่อน
ERW เปิดโรงแรม HOP INN ใหม่เพิ่มอีกหนึ่งแห่งใน 1Q63 (จากที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะเปิดโรงแรม HOP INN ใหม่ 7 แห่งในปีนี้ทั้งปี) แต่จนถึงขณะนี้ การเปิดโรงแรมใหม่แห่งอื่น ๆ ในปีนี้อาจจะต้องเลื่อนออกไปก่อนเนื่องจากการบริหารจัดการกระแสเงินสดเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับบริษัท
ความเสี่ยงทางด้านการเงินยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้
เมื่อสิ้นงวด 1Q63 สัดส่วน D/E ของ ERW อยู่ที่ 1.8x (เมื่อเทียบกับ debt covenant ที่ 2.5x) ทั้งนี้ ERW กำลังอยู่ในกระบวนการเจรจากับธนาคารพาณิชย์เพื่อของดประเมิน debt covenant สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2563 ซึ่งผู้บริหารบอกว่า 70% ของเจ้าหนี้ระยะยาวทั้งหมดให้ความเห็นชอบแล้ว
Valuation & action
ราคาหุ้นอาจมี catalyst ระยะสั้นจากความคืบหน้าของการพัฒนาวัคซีน คำแนะนำ ถือ ERW และให้ราคาเป้าหมายที่ 3.00 บาท อิงจาก EV/EBITDA ปี 2564F ที่ 11.0x เท่ากับค่าเฉลี่ยระยะยาว -1 S.D.
Risks
จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติต่ำเกินคาด









