ยังไม่มีใครตอบได้ชัดเจนว่า บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จะเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายล้มละลายหรือไม่
เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคม โดยมีคณะรัฐมนตรี(ครม.) เป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย
อย่างไรก็ตาม “คนทั่วไป” ตีความไปเรียบร้อยแล้วว่า สุดท้าย “การบินไทย” คงต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายล้มละลายอย่างแน่นอน ซึ่งทำให้ การบินไทย อยู่ในสถานะ “พักชำระหนี้” (automatic stay) นั่นหมายความว่า เจ้าหนี้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สถาบันการเงิน หรือ ผู้ถือหุ้นกู้ จะยังไม่ได้รับ “เงินต้น” หรือแม้แต่ “ดอกเบี้ย” จากการบินไทยในระหว่างที่ฟื้นฟูกิจการอยู่ ที่สำคัญอาจต้องถูก “แฮร์คัทหนี้” หรือแม้แต่การ “แปลงหนี้เป็นทุน” ในบางส่วนด้วย
ปัจจุบันหนี้สินของ การบินไทย มีรวมทั้งสิ้น 2.44 แสนล้านบาท แบ่งเป็น หนี้สินหมุนเวียน 6.26 หมื่นล้านบาท หนี้หุ้นกู้ 7.4 หมื่นล้านบาท หนี้สินภายใต้เงื่อนไขสัญญาเช่าซื้อเครื่องบิน 4.64 หมื่นล้านบาท เงินกู้ยืมระยะยาว 2.32 หมื่นล้านบาท และหนี้สินไม่หมุนเวียนอื่นๆ 3.84 หมื่นล้านบาท
ในจำนวนหนี้ทั้งหมดนี้ “หุ้นกู้” ดูน่าเป็นห่วงสุด เพราะนอกจากจะมีมูลหนี้สูงสุดที่ราวๆ 7.4 หมื่นล้านบาทแล้ว หุ้นกู้ราว 57% หรือประมาณ 4.22 หมื่นล้านบาท ถือโดย “สหกรณ์ออมทรัพย์” จำนวน 82 แห่ง ซึ่งแน่นอนว่า “เกี่ยวพัน” กับประชาชนทั่วไปจำนวนมาก
นอกจากนี้ ในจำนวนสหกรณ์ทั้ง 82 แห่ง พบว่า 5 แห่ง ที่ถือหุ้นกู้สหกรณ์ออมทรัพย์มากสุด มีมูลหนี้รวมกันราว 1.7 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 40% ของหนี้หุ้นกู้ทั้งหมด
โดยรายที่ถือมากสุด ได้แก่ สหกรณ์ออมทรัพย์การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ถือหุ้นกู้ การบินไทย คิดเป็นมูลค่ารวม 7.65 พันล้านบาท
รองลงมา คือ สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ถือหุ้นกู้มูลค่า 2.82 พันล้านบาท
อันดับสาม สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถือหุ้นกู้การบินไทยรวมมูลค่า 2.3 พันล้านบาท
อันดับสี่ ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย ถือหุ้นกู้รวมมูลค่า 2.24 พันล้านบาท
อันดับห้า สหกรณ์ออมทรัพย์ ปตท. ถือมูลค่า 2.04 พันล้านบาท
แม้มูลค่าการถือครองหุ้นกู้ของสหกรณ์ทั้ง 5 แห่งนี้ อาจดูสูงเมื่อเทียบเป็น “ตัวเงิน” แต่หากเทียบกับสินทรัพย์รวมของแต่ละสหกรณ์แล้วถือว่า “น้อยมาก” โดย จำนวนหุ้นกู้การบินไทยที่ สหกรณ์ออมทรัพย์การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ถืออยู่คิดเป็นสัดส่วนต่อสินทรัพย์รวมเพียงแค่ 5.88% เท่านั้น
ส่วนสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ถือในสัดส่วน 5.51% ของสินทรัพย์รวม
สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถือสัดส่วน 7% ของสินทรัพย์รวม
ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ ถือ 1.70% ของสินทรัพย์รวม
สหกรณ์ออมทรัพย์ ปตท. ถือ 5.59% ของสินทรัพย์รวม
อย่างไรก็ตามความน่ากังวลของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่า “สัดส่วน” การถือหุ้นกู้การบินไทย ของแต่ละสหกรณ์มีมากน้อยเพียงใด แต่อยู่ที่ “ความเชื่อมั่น” และ “ความเข้าใจ” ของผู้ที่ “ฝากเงิน” หรือ “ถือหุ้น” ในสหกรณ์นั้นๆ เพราะทันทีที่มีข่าวว่า การบินไทย อาจต้องเดินเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายล้มละลาย ทำให้หนี้สินต่างๆ ต้องถูกฟรีสเอาไว้ ส่งผลให้ “สมาชิก” ที่มีเงินฝากหรือร่วมหุ้นอยู่ในสหกรณ์เหล่านี้ต่างพากันไป “ถอนเงิน” หรือ “ถอนหุ้น” จำนวนมาก
ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานว่า สหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งถือหุ้นกู้การบินไทยรวมมูลค่า 768.84 ล้านบาท หรือคิดเป็น 4.19% ของสินทรัพย์รวม และ สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจแห่งชาติ ถือหุ้นกู้การบินไทยรวม 97.20 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.38% ของสินทรัพย์รวม แต่พบว่า มีสมาชิกพากันมาถอนเงินฝากหรือถอนหุ้นจำนวนมาก ทำให้สหกรณ์ ทั้ง 2 แห่ง ต้องกำหนดให้ไถ่ถอนได้รายละไม่เกิน 3 แสนบาทต่อเดือน
ผู้บริหารของสหกรณ์ทั้ง 2 แห่ง ย้ำว่า สหกรณ์สามารถหาเงินมาคืนแก่สมาชิกที่มาไถ่ถอนได้อย่างแน่นอน เพียงแต่ต้องขอเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพราะต้องดึงเงินที่ลงทุนจากที่อื่นเพื่อนำมาคืนสมาชิก
..คำว่า “ดึงเงินลงทุนจากที่อื่น เพื่อมาคืนสมาชิก” ตีความได้ว่า สหกรณ์ทั้ง 2 แห่งนี้ ต้องไป “ขายสินทรัพย์” หรือ “ถอนเงินฝาก” จากที่อื่นเพื่อแปลงมาเป็นเงินสดแล้วนำไปคืนให้กับสมาชิก ประเด็นนี้ถือเป็น “ความเสี่ยงต่อเนื่อง” ที่ภาครัฐควรต้องติดตามใกล้ชิด
ก่อนหน้านี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ส่งสัญญาณเตือนมาตลอดถึง “ความเชื่อมโยง” ระหว่างกันของสหกรณ์ออมทรัพย์ โดยรายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทยปี 2562 ระบุชัดเจนถึง ความเสี่ยงในเรื่องนี้
รายงานฉบับดังกล่าว ระบุว่า ปริมาณเงินฝากและเงินให้กู้ยืมระหว่างกันของสหกรณ์ออมทรัพย์ต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นเดือน ก.ย.2562 พบว่า สหกรณ์ออมทรัพย์มีเงินฝากและเงินให้กู้ยืมระหว่างกันรวมทั้งสิ้น 3.95 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 8.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
การกู้ยืมระหว่างกันของสหกรณ์ออมทรัพย์มี 2 รูปแบบ คือ 1.กู้ยืมหรือรับฝากกันเองโดยตรงระหว่างสหกรณ์ออมทรัพย์ และ 2.ดำเนินการผ่านชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการระดมเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์กลุ่มที่มีสภาพคล่องส่วนเกินไปปล่อยกู้ให้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ต้องการสภาพคล่อง
ประเด็นนี้จึงถือเป็น “ความเสี่ยงสำคัญ” และเป็นความเสี่ยงที่ “ใหญ่กว่า” หนี้หุ้นกู้ของการบินไทยที่อาจถูกฟรีส เพราะด้วยขนาดของหุ้นกู้การบินไทย ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ทั้งระบบถือรวมกันมีเพียงแค่ 4.22 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 3.62% ของสินทรัพย์ทั้งหมดของสหกรณ์ทั้ง 82 แห่ง ซึ่งมีรวมกันราวๆ 1.17 ล้านล้านบาท ดังนั้น “ภาครัฐ” ควร “ให้ความมั่นใจ” ว่า หนี้ก้อนนี้จะ “ไม่สั่นคลอน” ฐานะการเงินของแต่ละสหกรณ์ จนทำให้ผู้ร่วมถือหุ้นต้องขาดทุน หรือผู้ฝากเงินจะไม่ได้เงินคืน
หากประชาชนเหล่านี้มีความมั่นใจ ก็เชื่อว่าคงไม่มีใครแห่ไปไถ่ถอนเงินออกจากสหกรณ์ แต่หาก “ภาครัฐ” ยังไม่สามารถให้ความมั่นใจกับประชาชนกลุ่มนี้ได้ และยังคงมีสมาชิกของสหกรณ์มาไถ่ถอนเงินอย่างต่อเนื่อง ถึงตอนนั้นคงเกิด “วิกฤติสภาพคล่อง” ครั้งใหม่ อาจร้ายแรงถึงขั้นสั่นสะเทือนเสถียรภาพระบบการเงินไทยได้ เพราะเวลานี้สินทรัพย์ของสหกรณ์ออมทรัพย์ทั้งระบบมีรวมๆ กันไม่น้อยกว่า 2.6 ล้านล้านบาท
..บทเรียนลักษณะนี้เพิ่งมีให้เห็นเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา จากปัญหาสภาพคล่องในตลาดกองทุนรวม หวังว่ายังไม่ลืมกัน!







