"กสิกร" เผยตลาดหุ้นกู้เริ่มฟื้น หลังมีกองทุน BSF พยุง แต่เป็นห่วงกลุ่ม "ท่องเที่ยว-สายการบิน" มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้มากสุด หากฐานะอ่อนแอ เชื่อสหกรณ์ที่ลงทุนในหุ้นกู้การบินไทย ได้รับผลกระทบน้อย เหตุลงทุนไม่เกิน 5% "ศูนย์วิจัยกสิกร" ชี้เศรษฐกิจปีนี้ส่อ
นายชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยในงานสัมนาออนไลน์ หัวข้อ "หุ้นกู้ไทยไปต่อได้หรือไม่ ในสถานการณ์ COVID-19" จัดโดย KBank Private Bankingว่า ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ หรือตลาดหุ้นกู้ในปัจจุบัน เริ่มเห็นการฟื้นตัวระดับหนึ่งแล้ว หลังมีมาตรการภาครัฐ และการตัดจั้งกองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ (BSF) เข้ามาดูแล มองว่าโอกาสที่จะเห็นการเทขายหุ้นกู้แรงๆ จนทำให้ราคาปรับลดลงมีน้อย หากเครดิตไม่ได้แย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม มองว่าเซกเตอร์ที่มีโอกาสเห็นการผิดนัดชำระหนี้ หรือ default มากที่สุด คือ หุ้นกู้ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โลจิสติกส์ สายการบินต่างๆ หากฐานะการเงินไม่แข็งแรง มีหนี้สินต่อทุนเกิน 2 เท่า อาจมีความเสี่ยงได้
"ตลาดหุ้นกู้ยังมีทิศทางที่ดี และยังไม่เห็น default เพราะส่วนใหญ่เลือกลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับที่ลงทุนได้ ส่วนการลงทุนของสหกรณ์ในบริษัทการบินไทย เชื่อว่าไม่น่าห่วง เนื่องจากสหกรณ์แต่ละแห่งลงทุนน้อยไม่เกิน 5% ของสินทรัพย์ ดังนั้นผลกระทบไม่น่าจะแรง"
อย่างไรก็ตาม มองว่าการออกมาระดมทุนของภาครัฐ ผ่านตั๋วสัญญาใช้เงินและพันธบัตรออมทรัพย์ ไม่ส่งผลกระทบตรงต่อตลาดตราสารหนี้ เนื่องจากเป็นการกู้ตรงจากธนาคารพาณิชย์และเน้นบุคคลธรรมดาเป็นหลัก อีกทั้งนักลงทุนในตลาดมีการปรับโยกจากสินทรัพย์เสี่ยงมาลงทุนในพันธบัตรเพิ่มมากขึ้น แต่จะส่งผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้ หากภาครัฐฯระดมทุนผ่านพันธบัตรประเภทที่ขายนักลงทุนสถาบันเช่น Loan Bond เป็นต้น ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นกู้ที่ฟื้นตัวขึ้น ทำให้การลงทุนในหุ้นกู้อายุไม่เกิน 3 ปี น่าสนใจมากขึ้น แต่ควรเน้นลงทุนในหุ้นกู้ระดับ A+ ขึ้นไป
ด้านนางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ มีโอกาสติดลบได้ระดับ 5-6% ขึ้นอยู่กับการควบคุมโรคระบาด ซึ่งเป็นไปได้ทั้งสองกรณี คือ กรณีฐาน (Base case) สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ภายในครึ่งปีแรก และไม่เกิดการระบาดใหม่รอบ 2 กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมาในรูปแบบ New Normal แต่หากกรณีเกิดการระบาดใหม่รอบ 2 รัฐบาลต้องออกมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด จะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจอีกระลอก
ขณะเดียวกัน จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) มีโอกาสลดดอกเบี้ย ในสัปดาห์หน้านี้ลง 0.25% หากไม่ลดลง อาจเห็นการปรับลดลงในเดือนมิ.ย. สู่ระดับ 0.50% เพื่อลดภาระต้นทุนของประชาชนและภาคธุรกิจ พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจ เชื่อว่าโอกาสที่จะเห็นกนง.ใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายแบบติดลบมีน้อย เนื่องจากอีกด้านกนง.ก็ต้องคำนึงถึงผู้ฝากเงิน ที่อาจโยกไปสู่สินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ดังนั้นเชื่อว่าในภาวะนี้ น่าจะยังไม่เห็นการใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบ ขณะเดียวกันมองว่า จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและผลกระทบโควิด-19 อาจเห็นอัตราการว่างงานถึงระดับ 5-7 ล้านคนได้ในระยะข้างหน้า
ส่วนแนวโน้มค่าเงินบาท จะอ่อนค่าสุดในไตรมาส 2 ปีนี้ ที่ระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ขณะสิ้นปีจะเห็นการแข็งค่าขึ้น และเห็นค่าเงินกลับไปปิดที่ระดับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ได้









