“ซีพีเอฟ” กำไรไตรมาส 1 โต 43% ยอดขาย1.38 แสนล้านบาทพุ่งสูงสุดตั้งแต่ตั้งบริษัท ปัจจัยอหิวาต์แอฟริกาหมูระบาดในจีน เวียดนาม คาดแนวโน้มทั้งปี ยอดขายโตตามเป้าหมาย 8-10 % ขณะต้นทุนการผลิตลด ระบุตลาดอาหารในจีนดีมานด์สูง เล็งลงทุนแคนาดา สหรัฐผลิตหมูเพิ่ม
นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่าในไตรมาสแรกของปี 2563 ซีพีเอฟ มียอดขายรวม 138,135 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 10% โดยเป็นยอดขายของกิจการในต่างประเทศ 16 ประเทศมีสัดส่วน 68% ของยอดขายรวมเติบโต 12% จากปีก่อน และกิจการประเทศไทยที่มีสัดส่วน 32% ของยอดขายรวมเติบโต 6%
ทั้งนี้ มีกำไรสุทธิ 6,111 ล้านบาท เติบโต 43% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และเติบโตมากที่สุดตั้งแต่จัดตั้งซีพีเอฟ กำไรที่ดีขึ้นของบริษัทส่วนใหญ่มาจากธุรกิจสุกรในหลายประเทศ ซึ่งเป็นผลมาจากการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ ASF ในปีที่ผ่านมา สร้างความเสียหายในจีนที่สุกรหายไปจากระบบ กว่า 200 ล้านตัว เวียดนามมีสุกรหายจากระบบ 20 ล้านตัว นอกจากนี้ยังมีการระบาดในกัมพูชา และสปป.ลาวด้วย
นายประสิทธิ์ กล่าวว่า การระบาดดังกล่าวทำให้ราคาสุกรในจีนเพิ่มขึ้นแตะกิโลกรัมละ(กก.) 160 บาท เวียดนาม กก.ละ100 บาท กัมพูชา และสปป.ลาวกก.ละ 90 บาท ในขณะที่ไทย ไม่ได้รับผลกระทบจาก ASF แต่ราคาเนื้อสุกรปรับเพิ่มเล็กน้อยที่ กก.ละ 70 บาท สาเหตุสำคัญที่ไทยไม่พบการระบาดของ ASF เพราะผู้เลี้ยงสุกรของไทย กว่า50-60 % เป็นผู้เลี้ยงรายกลาง และรายใหญ่ มีฟาร์มที่บริหารจัดการด้วยระบบไบโอซีเคียวริตี้ ทำให้สามารถควบคุมการระบาดของโรคได้ดี ต่างจากการเลี้ยงสุกรในแหล่งที่มีการระบาด ที่ส่วนใหญ่ 70 % เป็นผู้เลี้ยงรายย่อย ระบบการเลี้ยงยังดั่งเดิมใช้เศษวัสดุอาหารเหลือนำมาเป็นอาหารสัตว์ ยกเว้นฟาร์มสุกรของซีพีเอฟในเวียดนาม ที่มีการบริการจัดการด้วยระบบไบโอซีเคียวริตี้ จึงไม่ได้รับผลกระทบ แม้โดยรอบของเวียดนามจะมีการระบาดอย่างหนัก
นอกจากนี้ผู้ประกอบการไทยยังร่วมกับกรมปศุสัตว์ ในการตรวจสอบเฝ้าระวังการระบาดของโรคตามแนวชายแดนและผู้เลี้ยงรายย่อย สนับสนุนการจ่ายเงินชดเชยเพื่อตัดวงจรการระบาดของโรค ซึ่งจากวงจรการเลี้ยงสุกรที่ใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป และปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน โรค ASF ประกอบกับจีนที่เป็นประเทศผู้บริโภคเนื้อสุกรมากที่สุด ประสบปัญหาอาหารไม่เพียงพอกับความต้องการ ทำให้คาดว่าราคาสุกรจะยังปรับตัวสูงขึ้นไปอีกอย่างแน่นอน
นายประสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับการส่งออกไก่เนื้อจะฟื้นตัวและราคาจะดีขึ้นในช่วงเดือน 6 ของปีนี้ จากความต้องการของจีนที่เพิ่มขึ้นและเข้ามารับรองโรงงานของไทย 21 โรงงาน เหลืออีก 10 โรงงานคาดว่าจีนจะให้การรับรองเช่นกัน ในขณะที่สิงคโปร์ยอมเปิดตลาดไก่เนื้อให้ไทยแล้ว ซึ่งเป็นอีกช่องทางการตลาดของซีพีเอฟ และจากสถานการณ์โควิดระบาดในสหรัฐและบราซิล ทำให้โรงงานชำแหละเนื้อไก่ไม่สามารถทำงานได้ แต่การผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ ยังดำเนินการได้ปกติ จึงคาดว่าจะเกิดปัญหาล้นตลาด แนวโน้มราคาจะทรงตัวหรือปรับลดลง ซึ่งทั้ง2 ประเทศเป็นแหล่งนำเข้าที่สำคัญของไทย ดังนั้นต้นทุนด้านอาหารสัตว์ของไทยจะปรับลดลงตามได้ด้วย
“ซีพีเอฟ มั่นใจว่ายอดขายในปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายและยังไม่มีการปรับแผน 5 ปี( 2652-66) ยังคงเป้ายอดขายรวมไว้ที่ 8 แสนล้านบาท หรือมีอัตราการเติบโตที่ 8-10 % ต่อปี”
สำหรับการลงทุนไม่เกิน 2 หมื่นล้านบาท ในไตรมาสแรกใช้ไปแล้ว 6,000 ล้านบาท ที่เหลือจะลงทุนในแคนาดา ด้านสุกรมากขึ้นต่อเนื่องจากบริษัท Hylife ที่ ซีพีเอฟเข้าไปถือหุ้นในปีที่ผ่านมา 50.1 % เมื่อปีที่ผ่านมา โดยจะขายการลงทุนบริเวณตอนเหนือสหรัฐด้วย เพื่อส่งสุกรป้อนตลาดของสหรัฐเองและสุกรในแคนาดายังสามารถส่งออกไปจีนได้ด้วย






