PTT ไตรมาส1/63 พลิกขาดทุน 1.55 พันล้านบาท ลดลง 105.30%จากช่วงเดียวกันปีก่อนกำไรสุทธิ 2.93 หมื่นล้านบาท เหตุ ขาดทุนสต็อกน้ำมัน-รายได้ลด คาดราน้ำมันดิบปีนี้ 30-40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คาดธุรกิจสำรวจและผลิตฯปริมาณขายต่ำกว่าแผน 7%
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)หรือ PTTไตรมาส1/63ขาดทุนสุทธิ 1,554.35 ล้านบาท ลดลง 105.30% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 29,312.07 ล้านบาท เนื่องจาก กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นที่มีขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันในไตรมาส1ปี 2563 ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงอย่างมากดังกล่าวข้างต้น โดยกำไรขั้นต้นจากการกลั่น ซึ่งไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำ Market GRM ปรับลดลงตามส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยาน น้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาที่มีกำมะถันสูงกับน้ำมันดิบที่ลดลง อีกทั้งส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีทั้งสายโอเลฟินส์และอะโรเมติกส์ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง
นอกจากนี้่กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติมีผลการดำเนินงานลดลง โดยหลักจากธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ เนื่องจากราคาขายและปริมาณขายที่ลดลง และธุรกิจจัดหาและจัดจำหน่ายก๊าซฯ เนื่องจากราคาขายอ้างอิงราคาน้ำมันเตาที่ลดลง สำหรับกลุ่มธุรกิจน้ำมันมีผลการดำเนินงานลดลงจากขาดทุนสต๊อกน้ำมันที่เพิ่มขึ้นและปริมาณขายที่ลดลงจากผลกระทบของCOVID-19
อย่างไรก็ตามผลการดำเนินงานของกลุ่มเทคโนโลยีและวิศวกรรมปรับตัวดีขึ้นจากการเข้าซื้อ บมจ. โกลว์ พลังงาน (GLOW) ของ บมจ. โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) ในเดือนมีนาคม 2562 ในขณะเดียวกันธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากรายได้ขายที่เพิ่มขึ้น โดยหลักจากโครงการมาเลเซีย และกลุ่มพาร์เท็กซ์ (Partex) ส่งผลให้ปตท. และบริษัทย่อยในไตรมาส1/2563 มีขาดทุนสุทธิ โดยมีกำไรสุทธิลดลงจำนวนประมาณ30,866 ล้านบาท หรือลดลงมากกว่า100% จากในไตรมาส1ปี 2562 จำนวน 29,312 ล้านบาท ตาม EBITDA ที่ลดลงและค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และธุรกิจเทคโนโลยีและวิศวกรรมที่เพิ่มขึ้นจากการเข้าซื้อกิจการดังกล่าวข้างต้น รวมถึงในไตรมาส1ปี 2563 มีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากเงินกู้สกุลต่างประเทศและค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ที่เพิ่มขึ้นตามค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐฯ แม้ว่ามีกำไรจากตราสารอนุพันธ์จะเพิ่มขึ้น
ผลการดำเนินงานกลุ่มปตท.ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ขยายวงกว้างไปในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งในด้านความต้องการใช้พลังงานที่ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ของผู้บริโภคลดลง และผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ประกอบกับสงครามราคาน้้ามันที่ยังคงมีความไม่แน่นอน ทำให้ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และปิโตรเคมี มีความผันผวนสูง ผลการดำเนินงานกลุ่มปตท.ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ขยายวงกว้างไปในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งในด้านความต้องการใช้พลังงานที่ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ของผู้บริโภคลดลง และผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ประกอบกับสงครามราคาน้้ามันที่ยังคงมีความไม่แน่นอน ทำให้ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และปิโตรเคมี มีความผันผวนสูง ทั้งนี้ กลุ่ม ปตท. ตั้งสมมติฐานราคาน้้ามันดิบดูไบในปี 2563 อยู่ในช่วง 30-40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และคาดการณ์ผลกระทบในปี2563 จากสถานการณ์และสมมติฐานดังกล่าวข้างต้น ดังนี้ ธุรกิจสำรวจและผลิตฯ ปริมาณขายผลิตภัณฑ์ของธุรกิจสำรวจและผลิตทั้งก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันดิบ ขึ้นอยู่กับความต้องการในภาคไฟฟ้าและภาคปิโตรเคมีที่มีความสัมพันธ์กับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ จึงคาดการณ์ว่าปริมาณขายเฉลี่ยในปี2563จะต่ำกว่าแผนที่ตั้งไว้ประมาณร้อยละ 7
ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติโดยรวมในปี 2563 คาดว่าจะลดลงจากปี 2562 ประมาณร้อยละ 5-10ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจจัดหาและจัดจำหน่ายก๊าซฯธุรกิจโรงแยกก๊าซฯและธุรกิจ NGV โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและภาคขนส่ง ในขณะที่ธุรกิจระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ และธุรกิจสถานีรับจ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Receiving Terminal) ผ่านบริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด (PTT LNG) จะไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากปริมาณขายและอัตราค่าบริการถูกกำหนดไว้ตามประกาศที่อนุมัติโดยภาครัฐ
ส่วนธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ : มาตรการLockdownของหลายประเทศส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก รวมถึงการลดกำลังการผลิตของโรงกลั่นในประเทศ และปริมาณความต้องการของตลาดโลกที่ลดลง ส่งผลให้ปริมาณขายของธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะปริมาณการนำเข้า (Out-In) และปริมาณการค้านอกประเทศ (Out – Out) ซึ่งจากการประมาณการคาดว่าปริมาณขายในปี 2563 จะลดลงจากปี 2562 ประมาณร้อยละ 3-5 ทั้งนี้ส่วนของก้าไรขั้นต้น อาจจะปรับลดลงตามปริมาณขายที่ลดลง เนื่องจากตลาดอยู่ในสภาวะอุปทานล้นตลาด
สำหรับธุรกิจน้ำมัน ผลกระทบจากอุปสงค์ของประเทศที่ลดลงส่งผลต่อปริมาณการจำหน่ายของทั้งธุรกิจน้ำมัน และ ธุรกิจค้าปลีกซึ่งจะแปรผันตามผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (gross domestic product: GDP) ซึ่ง GDPของไทยได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยวและการส่งออกเป็นหลัก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปทั้ง น้ำมันอากาศยาน น้ำมันดีเซล และน้ำมันเบนซิน ส่วนธุรกิจการกลั่นและปิโตรเคมี: ผลิตภัณฑ์ของโรงกลั่นที่ได้รับผลกระทบอย่างมากคือน้ำมันอากาศยาน จากมาตรการLockdownของหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย ให้หยุดการดำเนินงานของสายการบินต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม โรงกลั่นของ กลุ่ม ปตท. ได้มีแผนการรองรับจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยการปรับเปลี่ยนแผนการผลิต โดยลดปริมาณการผลิตน้้ามันอากาศยานลง และหันไปผลิตน้ำมันดีเซลแทน เนื่องจากปริมาณความต้องการในตลาดยังไม่ลดลงมากนัก ทำให้กลุ่ม ปตท. คาดการณ์อัตรากำลังการผลิต(Utilization Rate)ของโรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ในปี 2563 อยู่ที่ร้อยละ 90-100
ส่วนธุรกิจไฟฟ้า กระทรวงพลังงานคาดการใช้ไฟฟ้าของประเทศในปี 2563 จะลดลงร้อยละ 0.7 จากเดิมคาดการณ์ว่าจะขยายตัวร้อยละ 2-3 โดยธุรกิจไฟฟ้าของกลุ่ม ปตท. ที่จำหน่ายให้EGAT ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ในขณะที่กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม(IUs)ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจะได้รับผลกระทบตามภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
อย่างไรก็ตามกลุ่ม ปตท. เชื่อมั่นว่าจะสามารถนำธุรกิจกลับสู่ภาวะปกติให้เร็วที่สุด และสามารถปรับรูปแบบการดำเนินงานเพื่อรองรับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน รวมทั้งวางแผนปรับรูปแบบธุรกิจใหม่ เพื่อให้กลุ่ม ปตท. มีความพร้อมรับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งจากการประเมินฐานะการเงิน แม้เป็นกรณี Stress case ปตท. และกลุ่ม ปตท. ยังคงสามารถลงทุนตามแผนการลงทุน(committed capital expenditure) 5 ปีข้างหน้า ตามมาตรการ ลด ละ เลื่อนสามารถรักษาอันดับความน่าเชื่อถือ (ในระดับ น่าลงทุน(investment grade) และหรือสูงกว่า ซึ่งปตท. สามารถรักษา อันดับความน่าเชื่อถือ ในระดับ BBB+ ซึ่งเป็นระดับเดียวกับประเทศโดยยังมีสภาพคล่องที่สูงและมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง






