วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

INTUCH เผยกำไรไตรมาส 1/2563 ลดลง 5.6% หลังรับรู้กำไรจาก AIS ลดลง 8.4%

INTUCH เผยกำไรสุทธิไตรมาส 1/2563 ทำได้ 2.74 พันล้านบาท ลดลง 5.6% หลังรับรู้กำไรจาก AIS ลดลง 8.4% ขณะที่ 'ไทยคม' พลิกมีกำไร

บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) เผยผลประกอบการไตรมาส 1/2563 มีกำไรสุทธิ 2.74 พันล้านบาท ลดลง 5.6% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ตามการรับรู้กำไรจากเอไอเอส โดยเอไอเอสมีผลกําไรสุทธิ (ที่ไม่รวมผลกระทบจาก TFRS16) ในไตรมาส 1/2563 ที่ 7,004 ล้านบาท ลดลง 7.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยมีรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลง 1.1% แต่รายได้จากธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและรายได้จากการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์แก่ลูกค้าองค์กรยังคงเติบโตสูงขึ้น 27% และ 3.5% ตามลําดับ

โดยรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลงจากการแข่งขันด้านลูกค้าระบบเติมเงินรวมถึงผลกระทบจากการแพร่ระบาด COVID-19 ทําให้การขายซิมนักท่องเที่ยวลดลงขณะเดียวกันค่าใช้ด้านการตลาดปรับลดลงตามสถานการณ์แต่การลงทุนโครงข่ายอย่างต่อเนื่องและการได้รับใบอนุญาตเมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ทําให้ค่าใช้จ่ายด้านค่าเสื่อมราคาและตัดจําหน่ายยังคงเพิ่มขึ้นตามลําดับสําหรับกําไรสุทธิเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าลดลงเพียงเล็กน้อยจากรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลง 4.5% จากการแข่งขันทั้งตลาดลูกค้าระบบเติมเงินและรายเดือนการได้รับผลกระทบจากจํานวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงและการปิดช่องทางการจัดจําหน่ายตามมาตรการล็อคดาวน์ของภาครัฐ

ทั้งนี้ INTUCH ยังคงสัดส่วนการถือหุ้นเอไอเอสที่ 40.45% และรับรู้ผลกําไรจากเอไอเอสตามสัดส่วนการถือหุ้นนั้น

ขณะที่ไทยคม มีผลกําไรสุทธิ 198 ล้านบาทในไตรมาส 1/2563 พลิกจากขาดทุน 33 ล้านบาทในไตรมาส 1/2562 และขาดทุน 1,969 ล้านบาทในไตรมาส 4/2562 เนื่องจากในไตรมาส 1/2563 ไทยคมมีการบันทึกกําไรจากอัตราแลกเปลี่ยนขณะที่ไม่มีการบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าและการตัดจําหน่ายสินทรัพย์นอกจากนี้การบันทึกด้อยค่าของดาวเทียมและอุปกรณ์ในไตรมาส 4/2562 และการปลดระวางดาวเทียมไทยคม 5 ในเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ทําให้ไทยคมมีค่าใช้จ่ายด้านค่าเสื่อมราคาลดลง

อย่างไรก็ตามรายได้ในไตรมาสที่ 1/2563 ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้าเนื่องจากรายได้จากการให้บริการดาวเทียมและบริการที่เกี่ยวเนื่องลดลง 25% ตามการใช้งานที่ลดลงของลูกค้าและการยุติการใช้บริการของลูกค้าบางส่วนเนื่องจากดาวเทียมไทยคม 5 ปลดระวางแต่ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้าเนื่องจากการใช้งานดาวเทียมบรอดแบนด์ของลูกค้าในประเทศเพิ่มขึ้นจึงทําให้ณสิ้นไตรมาส 1/2563 อัตราการใช้งานดาวเทียมแบบทั่วไปและดาวเทียมบรอดแบนด์อยู่ที่ 65% และ 21% ตามลําดับ

ด้านโครงการอินเว้นท์ได้ลงทุนเพิ่มเติมใน 2 บริษัทใหม่ คือ แอกซินัน พีทีอี ลิมิเต็ด ประกอบธุรกิจประกันภัยโดยใช้เทคโนโลย ีArtificial Intelligence (AI) และ Big Data ในการพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับประกันวินาศภัยในรูปแบบต่างๆโดยสินค้าของแอกซินันจะอยู่ภายใต้แบรนด์อิ๊กลูเน้นการประกันภัยหน้าจอโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์การประกันการขนส่งสิ่งของจากอีคอมเมิร์ซเป็นต้นโดยเน้นความร่วมมือกับคู่ค้า ได้แก ่บริษัทอีคอมเมิร์ซบริษัทประกันภัยและสถาบันการเงินต่างๆ ขณะนี้มีบริการใน 7 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และไทย

อีกบริษัท คือ บริษัท ดาต้าฟาร์ม จํากัด ผู้ให้บริการด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber-security) ด้วยการทดสอบความปลอดภัย (Penetration Testing) และตรวจสอบช่องโหว่ของระบบ (Vulnerability Assessment) และการตรวจสอบด้านเทคโนโลยีแก่ลูกค้าองค์กรนอกจากนี้ได้ลงทุนเพิ่มในบริษัทเพียร์พาวเวอร์จํากัดที่ได้ลงทุนไปแล้วในปี 2562 ทําให้ในปีนี้โครงการอินเว้นท์ได้ลงทุนไปแล้วทั้งสิ้น 151 ล้านบาทนอกจากนี้ยังได้มีการประเมินมูลค่าบริษัทให้สะท้อนมูลค่าตามราคาตลาดทําให้มูลค่ารวมของพอร์ตการลงทุนภายใต้โครงการอินเว้นท์ณสิ้นไตรมาส 1/2563 อยู่ที่ 1,208 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,051 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2562 และมีบริษัทที่อยู่ภายใต้โครงการอินเว้นท์ทั้งสิ้น 15 บริษัท