คาดดัชนีจะสลับรีบาวด์ขึ้นได้จากความคาดหวังการผ่อนปรนมาตรการ Lockdown หลังนายกฯเตรียมทบทวนสถานการณ์ฉุกเฉินในช่วงสัปดาห์หน้า (28 เม.ย.)
ตลาดหุ้นวานนี้
SET วานนี้ปรับตัวลงปิดที่ 1,252 จุด (-13.48 จุด) หรือ -1.06% ด้วย Volume ซื้อขาย 5.8 หมื่นล้านบาท ตามทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นรอบบ้านที่ปรับตัวลงจากแรงกดดันกลุ่มพลังงาน (น้ำมัน)และปิโตรฯ ที่ราคา Oil future ทรุดตัวลงรุนแรงจากความกังวลด้าน Demand ที่หดตัว นอกจากนี้ยังมีแรงขาย Sell on fact กลุ่มธนาคารหลังประกาศงบ 1Q20 ไปเกือบครบทุกแห่งแล้วเป็นตัวฉุดดัชนี ส่วนนักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิ 6,103 ล้านบาท และขายสุทธิในตลาดพันธบัตร 203 ล้านบาท แต่ Net Long TFEX 3,388 สัญญา
แนวโน้มตลาดหุ้นวันนี้
เรามีมุมมองเป็นลบคาด SET ปรับตัวลงทดสอบแนวรับ 1,225 – 1,235 จุดก่อนจะสลับรีบาวด์ จากแรงกดดันของราคาน้ำมันดิบที่ยังคงทรุดตัวลงรุนแรงตามความกังวล Demand ที่หดตัวรวมถึง Supply ที่ล้นตลาดซึ่งสะท้อนได้ถึงความวิตกเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ ประกอบกับความกังวลงบ 1Q20 ในหลายกลุ่มที่กำลังทยอยประกาศซึ่งคาดว่าจะชะลอตัวลงจากสถานการณ์ Covid-19 ซึ่งจะกดดันต่อ sentiment การลงทุน อย่างไรก็ตาม คาดว่าดัชนีจะสลับรีบาวด์ขึ้นได้จากความคาดหวังการผ่อนปรนมาตรการ Lockdown หลังนายกฯเตรียมทบทวนสถานการณ์ฉุกเฉินในช่วงสัปดาห์หน้า (28 เม.ย.)
กลยุทธ์การลงทุน: Selective Buy
- กลุ่มที่ได้อานิสงส์ต้นทุนราคาน้ำมันลดลง (TASCO, EPG, IVL)
- กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19 ค่อนข้างน้อย ICT (ADVANC, INTUCH, DTAC) กลุ่มอาหาร (CPF) และกลุ่มสาธารณูปโภค (TTW, BCPG)
- กลุ่มค้าปลีก (CRC, CPN, HMPRO, GLOBAL, COM7) และกลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม (AOT, CENTEL, MINT, ERW) อานิสงส์ยอดผู้ติดเชื้อ Covid-19 ในไทยชะลอตัวลงต่อเนื่อง และความคาดหวังการผ่อนปรนมาตรการ Lockdown
หุ้นแนะนำวันนี้
- EPG (ปิด 4.52 ซื้อ/เป้า 7.5) ได้ Sentiment บวกจากราคาน้ำมันดิบขาลงคาดกดดันราคาต้นทุนเม็ดพลาสติกปรับตัวลงตามหนุนมาร์จิ้นของบริษัทเพิ่มขึ้น ด้านผลกำไร 4Q20 (ม.ค.-มี.ค.20) คาดว่าจะยังทรงตัวเหนือระดับ 200 ล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากกำไรที่แข็งแกร่งของธุรกิจ Aeroflex และ Aeroklas ซึ่งได้ผลบวกโดยตรงจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเพราะกว่า 60% ของทั้งสองธุรกิจมีรายได้จากต่างประเทศ
- BCPG (ปิด 15.3 ซื้อ/เป้า 19.8) ไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการใช้ไฟฟ้าฟรีจากภาครัฐ (ใช้เงินจากงบกลาง) ขณะที่ BCPG เป็นหุ้น Defensive ที่ Valuation ไม่แพงซื้อขายบน PE ต่ำเพียง 10 เท่าจ่ายปันผลสม่ำเสมอให้ Dividend yield ประมาณ 5-6% ต่อปี นอกจากนี้ยังมี Growth story จากจำนวน MW ที่เพิ่มขึ้น จากโครงการโรงไฟฟ้า Nam San 3A และ 3B ในเวียดนาม, โรงไฟฟ้าพลังงานลม Swan กำลังการผลิต 270MW ในลาว และโรงไฟฟ้า solar สี่แห่ง 75MW ในญี่ปุ่น คาดว่าจะเริ่มเห็นงบที่ดีขึ้นตั้งแต่ 1Q20 เป็นต้นไป
บทวิเคราะห์วันนี้
BTS (ปิด 10.8 ซื้อ/เป้าใหม่ 13.5 เดิม 15), PSH (ปิด 10.9 ซื้อ/เป้า 17.5)
ประเด็นสำคัญวันนี้
- (-) กลุ่มธุรกิจน้ำมัน - น้ำมันดิบ Brent ร่วงแรงสู่ระดับ 19.33$/bbl นับเป็นราคาปิดต่ำสุดในรอบ 22 ปี กดดันหุ้นธุรกิจน้ำมันทั่วโลก : ตลาดน้ำมันยังผันผวนรุนแรงต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 เนื่องจากอยู่ในช่วงเปลี่ยนสัญญาเดือนส่งมอบการซื้อขายจากเดือน พ.ค.เป็น มิ.ย. โดยวานนี้ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน มิ.ย.ลดลงอีก 8.86$ (-43%) ปิดที่ระดับ 11.57$/bbl ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ส่งมอบเดือน มิ.ย.ลดลง 6.4$ (-24.4%) ปิดที่ระดับ 19.33 $/bbl เดิมตลาดไม่ได้วิตกกับการลดลงของราคาน้ำมันดิบ WTI เนื่องจากทั่วโลกไม่ได้ใช้เป็นราคาอ้างอิงในการซื้อขายหรือคิดผลประกอบการ แต่วานนี้ราคาน้ำมันดิบ Brent ที่ลดลงแรงในทิศทางเดียวกันกับ WTI และหากสถานการณ์ราคายังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำต่อไปคาดว่าจะส่งผลลบอย่างหนักต่อธุรกิจน้ำมันทั่วโลกเนื่องจากเป็นราคาที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ใช้เป็นราคาอ้างอิง ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ การปรับลดด้อยค่าสินทรัพย์การลงทุน เกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง และถึงขั้นต้องล้มละลาย นับเป็น Sentiment ลบกับ PTTEP และ PTT โดยตรง (วันนี้ยังต้องติดตามราคาฟิวเจอร์ว่าจะยังผันผวนอีกหรือไม่)
- (+/-) ครม.อนุมัติใช้งบกลางช่วยเหลือค่าไฟฟ้า 3 เดือน และเพิ่มจำนวนผู้รับเงินเยียวยา 5 พันบาทจาก 9 เป็น 14 ล้านคน แต่ยังไม่สรุปมาตรการผ่อนคลาย lockdown : ประชุม ครม.วานนี้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤติ Covid-19 อีก 2 มาตรการ คือ 1) แบ่งเบาภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชนเป็นเวลา 3 เดือน 22 ล้านครัวเรือนมูลค่า 2.3 หมื่นล้านบาท และ 2) เพิ่มจำนวนผู้ได้รับเงินเยียวยา 5 พันบาท จาก 9 ล้านคนเป็น 14 ล้านคน งบประมาณรวม 2.1 แสนล้านบาท มองเป็นบวกช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนส่งผลดีกับธุรกิจค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อ (CPALL) อย่างไรก็ตามวานนี้ที่ประชุม ครม.ยังไม่มีการสรุปเกี่ยวกับการผ่อนคลายมาตรการ Lockdown โดยจะขอหารือเพื่อพิจารณาอย่างรอบครอบอีกครั้งในสัปดาห์หน้า มองเป็น Overhang กับตลาดและเป็นลบกับหุ้นที่ปรับขึ้นคาดหวังในช่วงก่อนหน้า อาทิ ห้างสรรพสินค้า (เป็นลบแค่ช่วงสั้น)
- (+/-) ส่งออกไทยเดือน มี.ค.พลิกเป็นขยายตัว 4.2%yoy แบงก์กรุงศรีฯมองเป็นปัจจัยชั่วคราว มองภาพทั้งปียังหดตัว 8%yoy : กระทรวงพาณิชย์รายงานมูลค่าการส่งออกเดือน มี.ค. พลิกเป็นขยายตัว 4.2%yoy จากที่หดตัว 4.5%yoy ในเดือน ก.พ. และดีกว่าที่ Consensus คาดว่าจะหดตัว 5.8%yoy แบงก์กรุงศรีฯมองเป็นแค่ปัจจัยชั่วคราวเพราะหลักๆจากการส่งออกทองคำที่เพิ่มขึ้น 215%yoy และมีการส่งคืนเครื่องบิน อาวุธ ให้สหรัฐจากการร่วมซ้อมรบซึ่งเพิ่มขึ้น 1,129%yoy ส่วนสินค้าอื่นๆที่เพิ่มขึ้นโดดเด่นคือ ฮาร์ดิส ไดร์ฟ (HDD) และอาหารสดอาหารกระป๋อง ซึ่งเป็นผลจากการกักตุนในช่วงการประกาศ lockdown ของหลายประเทศและต้องทำงานแบบ work from home ประกอบกับโรงงานในจีนหยุดผลิต ดังนั้นเชื่อว่าผลกระทบกับภาคส่งออกไทยจะเริ่มเห็นผลที่รุนแรงขึ้นตั้งแต่เดือน เม.ย.และคาดว่าทั้งปีการส่งออกไทยจะหดตัว 8%yoy






