วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘ไทยพาณิชย์’ เมินข่าวดี ซื้อหุ้นคืน-ปันผลจูงใจ

ปีนี้เป็นอีกหนึ่งปีที่สาหัสจริงๆ สำหรับนักลงทุน ท่ามกลางสารพัดปัจจัยเสี่ยงรุมเร้าทั้งในและต่างประเทศ ไล่มาตั้งแต่สงครามการค้าที่ยืดเยื้อมานานและยังไม่น่าจบง่ายๆ ตามด้วยความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐกับอิหร่านเมื่อต้นปี

ขณะที่เศรษฐกิจไทยชะลอตัวต่อเนื่องจากผลกระทบของภัยแล้ง งบประมาณรายจ่ายที่ล่าช้า แล้งยังมีโรคระบาด “โควิด-19” ซ้ำเติมเข้าไปอีก โดยล่าสุดจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มขึ้นทะลุ 1 แสนคน และระบาดหนักไปมากกว่า 100 ประเทศ จนองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศยกระดับเป็น “การระบาดใหญ่” นอกจากนี้ มีประเด็นใหม่ “สงครามราคาน้ำมัน” กดดันเพิ่ม

เมื่อปัจจัยลบท่วมตลาดทำให้หุ้นไทยถูกถล่มขายหนัก ปรับตัวลงมาแล้วกว่า 400 จุด ภายในเวลาแค่กว่าสองเดือน เล่นเอานักลงทุนเจ็บหนักไปตามๆ กัน ขณะที่ราคาหุ้นหลายตัวทรุดหนักจนน่าตกใจ แม้บางตัวพื้นฐานแทบไม่กระทบ แต่ลงไปตามภาวะตลาดจึงขอหนีตายออกมาก่อน

เมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้จึงเป็นที่มาให้หลายบริษัทประกาศ “แผนซื้อหุ้นคืน” เพื่อพยุงราคาหุ้นที่ลงหนัก และเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาจากนักลงทุน เช่น บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI ซื้อหุ้นคืน 120 ล้านหุ้น วงเงินรวม 2 พันล้านบาท ระหว่างวันที่ 12 ก.พ. – 11 ส.ค. 2563, บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK ซื้อหุ้นคืน 169.38 ล้านหุ้น วงเงิน 3 พันล้านบาท ระหว่างวันที่ 2 มี.ค. – 1 ก.ย. 2563

บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPL ซื้อหุ้นคืน 383.61 ล้านหุ้น วงเงิน 800 ล้านบาท ระหว่าง 14 ก.พ. – 13 ส.ค. 2563 ขณะที่บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ประกาศซื้อหุ้นคืน 77 ล้านหุ้น วงเงินรวม 5 พันล้าน ในช่วงวันที่ 6 มี.ค. - 5 ก.ย. 2563

ส่วนกลุ่มธนาคารพาณิชย์นำโดยบริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TCAP ที่บอร์ดอนุมัติมาตั้งแต่ปลายปีก่อน 97 ล้านหุ้น วงเงินรวม 6 พันล้านบาท ระหว่างวันที่ 11 ก.พ. - 10 ส.ค. 2563 ตามด้วยธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ซื้อ 23.93 ล้านหุ้น วงเงินไม่เกิน 4.6 พันล้านบาท เป็นเวลา 10 วัน ระหว่างวันที่ 14-27 ก.พ. ที่ผ่านมา

หันไปดูอีกหนึ่งแบงก์อย่าง ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB มีข่าวออกมาตลอดว่าจะซื้อหุ้นคืนเช่นกัน หลังราคาหุ้นทรุดหนักตลอดปี จากราคาปิดปี 2562 ที่ 122 บาท ค่อยๆ ลดลงต่อเนื่องจนหลุดแนวรับสำคัญที่ 100 บาท ลงไปทำจุดต่ำสุดในรอบกว่า 8 ปี ท่ามกลางผลประกอบการที่อ่อนแค่ สร้างความผิดหวังให้นักลงทุน

โดยงวดไตรมาส 4 ปี 2562 ธนาคารมีกำไรสุทธิ 5,506 ล้านบาท ลดลง 62.8% จากไตรมาสก่อน และ ลดลง 22.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโตดี 34.4% แต่ไม่พอชดเชยปัจจัยลบจากรายได้ดอกเบี้ยที่หดตัว 7.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การตั้งสำรองพุ่งสูงปรี๊ดจากแอลพีแอลที่เพิ่มขึ้นแรงแตะ 3.4% เทียบกับช่วงไตรมาสก่อนที่ 3%

ผลประกอบการที่น่าผิดหวังฉุดให้หุ้น SCB ถูกขายมาโดยตลอด หลายคนคงไม่คาดคิดว่าจะเห็นหุ้นบิ๊กแบงก์ตัวนี้ลงมาต่ำกว่า 100 บาท แต่ก็เกิดขึ้นแล้ว และยิ่งทำให้ตลาดเฝ้ารอการซื้อหุ้นคืนเพื่อกู้วิกฤตราคาหุ้น  จนในที่สุดเมื่อช่วงเย็นวันที่ 11 มี.ค. บอร์ดได้เคาะโครงการซื้อหุ้นคืน หลังราคาหุ้นปีนี้ปรับตัวลงมาแล้ว 40% 

มติที่ออกมาถือว่าจัดหนักทีเดียวด้วยวงเงินสูงถึง 1.6 หมื่นล้านบาท คิดเป็นจำนวนหุ้นไม่เกิน 135.96 ล้านหุ้น หรือ คิดเป็น 4% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด กำหนดเวลาซื้อหุ้นคืน 6 เดือน ระหว่างวันที่ 20 เม.ย. - 19 ต.ค. 2563 คำนวนดูแล้วราคาเฉลี่ยอยู่ที่หุ้นละ 117.70 บาท สูงว่าราคาปิดวันนั้น (11 มี.ค.) ที่ 73.75 บาท ถึง 37%

ในสถานการณ์ปกติการซื้อหุ้นคืนถือเป็นข่าวดี ทำให้กำไรต่อหุ้น (EPS), เงินปันผลต่อหุ้น (DPS) และอัตรากำไรสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ของธนาคารเพิ่มขึ้น ดังนั้น อย่างน้อยๆ น่าจะช่วยหนุนราคาหุ้นฟื้นตัวขึ้นรับข่าวในช่วงสั้นๆ แต่ด้วยตลาดที่เป็นขาลงแบบนี้ จึงฝืนแรงถล่มขายไว้ไม่อยู่

และที่สำคัญการซื้อหุ้นคืนไม่ได้ทำให้พื้นฐานของบริษัทเปลี่ยนไป ต้องยอมรับว่าปีนี้ไม่ใช่ปีที่สดใสของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ดอกเบี้ยขาลง ทำให้การตั้งสำรองและหนี้เสียยังมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้พื้นฐานยังไม่โดดเด่น แต่ต้องไม่ลืมว่ายังมีปันผลให้อีกถึง 4 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลราว 4% ดูน่าสนใจไม่น้อยท่ามกลางตลาดขาลงแบบนี้ ดังนั้น ลองบวกลบคูณหารกันให้ดี เพราะจะขึ้น XD ในวันที่ 4 เม.ย. และจะจ่ายจริง 29 เม.ย. นี้