background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

SCB ประกาศซื้อหุ้นคืน ไม่เกิน 135.96 ล้านหุ้น วงเงินเฉียด 16,000 ล้านบ.

SCB ประกาศซื้อหุ้นคืน ไม่เกิน 135.96 ล้านหุ้น วงเงินเฉียด 16,000 ล้านบ.

ไทยพาณิชย์ อนุมัติซื้อหุ้นคืน ไม่เกิน135.96ล้านหุ้น คาดใช้งบไม่เกิน 1.6หมื่นล้านบาท ระยะเวลาซื้อหุ้นไม่เกิน6เดือน ตั้งแต่20เม.ย.ถึง 19ต.ค.นี้

    ธนาคารไทยพาณิชย์ได้มีการประชุมคณะกรรมการธนาคารเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2563 ซึ่งที่ประชุมได้อนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนของธนาคารเพื่อเป็นการดูแลผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นและเพื่อการบริหารทางการเงิน โดยธนาคารกำหนดจะซื้อหุ้นคืนในจำนวนไม่เกิน 135.96 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 4.0 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด ภายในวงเงินไม่เกิน 16,000 ล้านบาท

    โดยจะเป็นการเข้าซื้อในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีกำหนดระยะเวลาซื้อหุ้นคืนเป็นเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2563 ถึงวันที่         19 ตุลาคม 2563

   วัตถุประสงค์หลักของการซื้อหุ้นคืนในครั้งนี้คือเพื่อเป็นการดูแลผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นและ สร้างความมั่นใจให้กับผู้ถือหุ้นของธนาคารถึงสถานะทางการเงินและขีดความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่ง

   โดยธนาคารยังคงมีพื้นฐานที่แข็งแรงและพร้อมที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว รวมถึงเพื่อให้ราคาหุ้นของธนาคารสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของธนาคารได้มากยิ่งขึ้น ธนาคารคาดหมายว่าการซื้อหุ้นคืนนี้จะส่งผลบวกต่อผู้ถือหุ้นผ่าน 1) การเพิ่มขึ้นของกำไรต่อหุ้น 2) การเพิ่มขึ้นของเงินปันผลต่อหุ้น และ 3) การเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE)  

   ธนาคารมีสภาพคล่องส่วนเกินและเงินกองทุนขั้นที่ 1 ในระดับที่สูงมากที่จะสามารถสนับสนุนโครงการซื้อหุ้นคืนนี้ได้อย่างเพียงพอ โดยในอนาคตธนาคารสามารถจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืนมานี้ออกไป เพื่อนำสภาพคล่องกลับมาใช้ในการลงทุนต่อยอดการเติบโตของธนาคารเมื่อมีโอกาส

   แต่หากเมื่อครบกำหนดระยะการจำหน่ายหุ้นคืนและธนาคารเห็นว่าไม่มีโอกาสในการลงทุนเพิ่มเติมที่จะให้ผลตอบแทนที่เหมาะสม ธนาคารอาจพิจารณาตัดหุ้นที่ซื้อคืนนี้และจดทะเบียนลดทุนต่อไป ซึ่งถือเป็นการบริหารจัดการทุนให้มีประสิทธิภาพเพื่อผลตอบแทนที่ดีให้ผู้ถือหุ้น

   นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่าธนาคารไทยพาณิชย์ยังคงเดินหน้าที่จะสร้างจุดสมดุลของธนาคารในด้านการเติบโตอย่างมีคุณภาพ สร้างขีดความสามารถในการทำกำไรที่ยั่งยืน และ การดูแลผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นให้ดีขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

.  ซึ่งนอกจากธนาคารจะได้เข้าดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แล้ว ธนาคารเล็งเห็นว่าควรดูแลผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นด้วยเช่นกัน ธนาคารยังเชื่อมั่นว่าสถานะทางการเงินและขีดความสามารถในการทำกำไรของธนาคารนั้นแข็งแกร่งมาก

   หากแต่สภาพเศรษฐกิจที่ยังคงมีความเปราะบางและมีความผันผวนสูงเช่นในปัจจุบัน ส่งผลให้การลงทุนใหม่ๆนั้นจะเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องอาศัยจังหวะเวลา ซึ่งในระยะสั้นหรือระหว่างที่รอการลงทุนใหม่ๆนี้ให้เกิดขึ้นธนาคารก็ประสงค์ที่จะดูแลผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นให้ดีขึ้นด้วย ธนาคารจึงได้ประกาศทำโครงการซื้อหุ้นคืน และ ธนาคารยังมีสภาพคล่องที่เพียงพอหลังจากจบโครงการซื้อหุ้นคืนนี้ด้วย