วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปตท. เร่งปรับบริหารจัดเก็บสต็อกน้ำมัน หลังราคาตลาดโลกร่วงแรง

“ชาญศิลป์ มองราคาน้ำมันตลาดโลกร่วงระยะสั้น เหตุโลกเผชิญหลายปัจจัยเสี่ยงทั้งสงครามน้ำมันระหว่างซาอุฯ-รัฐเซีย โควิด-19 กองทุนเก็งกำไรเทขาย คาดไตรมาส1 กลุ่มโรงกลั่นและปิโตรฯขาดทุนสต็อกน้ำมัน พร้อมลดจัดเก็บสำรองน้ำมันรับมือ

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ปรับลดลง 30% หลังจาก ซาอุดิอาระเบีย ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันและลดราคาจำหน่ายน้ำมันในเอเชีย สืบเนื่องจากการเจรจาในเวทีโอเปคล่ม หลังรัสเซียไม่เห็นด้วยกับการพยุงราคาน้ำมันด้วยการลดกำลังผลิตลง 2% หรือ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันตามคำขอนั้น

มองว่า จะเป็นสถานการณ์ในระยะสั้น เนื่องจากขณะนี้โลกเผชิญกับปัจจัยลบหลายด้านโดยเฉพาะการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้น้ำมันของโลกลดลง ปัญหาสงครามการการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ต่อเนื่อง ส่งผลให้กองทุนเก็งกำไรต่างๆ เห็นความเสี่ยงของโลกที่จะเกิดวิกฤต จึงได้แห่เทขายและเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้น้ำมันร่วง ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อช่วงปี 2557-2558 ที่กองทุนเก็งกำไรถอนเงินออกจากน้ำมันแล้วเปลี่ยนไปลงทุนดานอื่นแทน

อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันดิบลดลงไปแตะระดับ 30-40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เชื่อว่าประเทศผู้ผลิตน้ำมันจากตะวันออกกลาง ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจต้องพึ่งพิงราคาน้ำมันจะไม่สามารถอยู่ได้ ขณะที่ผู้ผลิตน้ำมันจากเชลล์แก๊สและเชลล์ออยล์ ที่น่าจะมีต้นทุนอยู่ที่ 40-60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก็ไม่สามารถอยู่ได้ในระดับราคาดังกล่าวเช่นกัน ซึ่งนี่เป็นภาวะถดถอนทางเศรษฐกิจที่ชี้ให้เห็นว่าโลกหวาดกลัวกับการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19  แต่สุดท้ายแล้ว ทางการแพทย์น่าจะเข้ามาควบคุมสถานการณ์ได้ภายใน 3 เดือน ถึง 1 ปี

นายชาญศิลป์ กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่ถูกลงในแง่ของประเทศถือว่าเป็นผลดีที่จะมีต้นทุนราคาพลังงานที่ต่ำลง แต่ในส่วนของ ปตท. ยอมรับว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมี จะประสบปัญหาขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน และยอดขายน้ำมันเครื่องบิน(Jet)

ดังนั้น ธุรกิจโรงกลั่นฯ จึงต้องบริหารจัดการสต็อกน้ำมัน และลดการจัดเก็บสต็อกเพื่อบริหารต้นทุนให้เหมาะสมกับดีมานด์และซัพพลาย ซึ่งขณะนี้โลกกำลังโอเวอร์ซัพพลายจึงไม่มีความเสี่ยงหากจะลดการจัดเก็บสต็อกลง รวมถึง กลุ่ม ปตท.จะต้องลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และหันไปโฟกัสธุรกิจที่ไม่มีผลกระทบต่อการขึ้น-ลงของราคาน้ำมันแทน เช่น ธุรกิจค้าขาย และไฟฟ้า

ทั้งนี้ ในแง่ของการลงทุนระยะยาวนั้น กลุ่ม ปตท.ยืนยันจะยังเดินหน้าขยายลงทุนขนาดใหญ่ตามแผนอย่างต่อเนื่อง เพราะขณะนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะเร่งลงทุนในประเทศ เนื่องจากมีแรงงานจำนวนมาก เงินบาทแข็งค่า และการลงทุนส่วนใหญ่เป็นโครงการต่อเนื่องระยะยาว 4-5 ปี ที่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างน้ำมันที่มีมูลค่าน้อย ไปสู่น้ำมันสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่มีมูลค่าสูงขึ้น