วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กลยุทธ์การลงทุน (2 มี.ค.63)

พอร์ตหุ้นแนะนำ มี.ค. - ยังคงเน้นหุ้นเสี่ยงต่ำ

พอร์ตหุ้นแนะนำ ก.พ. ลดลง 6.6% แต่ยังดีกว่าดัชนีฯ ที่ร่วงแรงถึง 10.8% จากความกังวลเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย

พอร์ตหุ้นเดือนกุมภาพันธ์ลดลง 6.6% ซึ่งยังดีกว่าดัชนี SET ที่ร่วงแรงถึง 10.8% จากแรงเทขายหุ้นทั่วโลกเพราะถูกกดดันจากสถานกาณ์ระบาดของ Covid-19 ที่กดดันสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก อย่างไรก็ตาม หุ้นในธีมหลักของเราอย่างเช่น หุ้นที่ได้อานิสงส์จากบาทอ่อน หุ้นกลุ่มส่งออกอาหาร และหุ้มกลุ่ม
รับเหมาก่อสร้างยัง outperform ตลาดโดยรวมอยู่ แต่ว่าหุ้น big-cap ที่เราแนะนำไว้อย่างเช่น AOT* และ KBANK* ปรับลดลงมากกว่าตลาด โดยในกรณีของ AOT* ทางบริษัทได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในธุรกิจที่เกี่ยวข้องซึ่งส่งผลกระทบกับแนวโน้มผลประกอบการของบริษัท ในขณะที่ KBANK ถูกกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงมากขึ้น และอัตราดอกเบี้ยขาลง ทั้งนี้พอร์ตหุ้นของเราปรับตัวลดลงมาแล้ว 18.3% YTD ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับดัชนี SET ที่ลดลง 14.8%

มุมมองตลาดเดือนมีนาคม: ยังมีความเสี่ยงทางลง จากการที่ตลาดสะท้อนโอกาสที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย เราประเมินว่าในกรณีเลวร้ายที่สุด ดัชนี SET อาจจะลงไปถึง 1,250 จุด

ในเดือนมีนาคม เราคาดว่าดัชนี SET จะลดลงอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งแรกของเดือน เมื่อสถานการณ์การระบาดของ Covid-19 ยังเป็นปัจจัยลบที่ถ่วงตลาดอยู่ ถึงแม้ว่าตลาดหุ้นจะตกลงมาอย่างมีนัยสำคัญแล้วในเดือนกุมภาพันธ์ และลงไปต่ำกว่า ‘ดัชนีในกรณีเลวร้ายที่สุด’ ที่เราประเมินไว้ที่ 1,430 จุดอย่างมาก แต่สถานการณ์ล่าสุดก็เปลี่ยนแปลงไปจากสมมติฐานของเราเมื่อเดือนที่แล้วอย่างมากเช่นกัน ประการที่หนึ่ง เราใช้สมมติฐานว่าจะสามารถคุมการติดเชื้อนอกประเทศจีนได้ และจะคลี่คลายไปอย่างรวดเร็ว ประการที่สอง เราไม่ได้คาดว่า Covid-19 จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับเศรษฐกิจหลัก  นอกเหนือจากจีนด้วย ซึ่งข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไปเป็นไปตามสมมติฐานทั้งสองประการของเราแล้ว เพราะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ต่างก็กำลังต่อสู้กับการแพร่ระบาดของไวรัส โดยอัตราการติดเชื้อของประเทศหลัก ๆ อย่างเช่น สหรัฐ ประเทศในยุโรป และเกาหลียังคงเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อประเมินกรณีเลวร้ายที่สุดใหม่ ซึ่งเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มจะถดถอยใน 1H63 และ GDP ของไทยก็มีความเสี่ยงมากขึ้นที่ไม่ขยายตัวในปีนี้ เราจึงปรับสมมติฐาน earnings yield gap เป็น 6.0% ในขณะที่คาดว่า GDP ไทยปี 2563 จะขยายตัว 0% และ EPS ปี 2563 อยู่ที่ 88.0 (คำนวณจากการทำ GDP/EPS regression) ซึ่งทำให้ได้ดัชนี SET ในกรณีเลวร้ายที่สุดใหม่ที่ 1,250 ซึ่งเท่ากับยังมี downside จากระดับปิดตลาดล่าสุดอีก 7%

หุ้นเด่นเดือนมีนาคม: เน้นหุ้นขนาดกลางและเล็ก และหุ้นมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว เนื่องจากมองว่าตลาดยังมีความเสี่ยงทางลง

เนื่องจากเรามองว่าดัชนี SET ยังมี downside อีกในสองสามสัปดาห์ข้างหน้า และน่าจะผันผวนสูง เราจึงแนะนำให้นักลงทุนเน้นหุ้น alpha และหุ้น mid cap ที่มีประเด็นเฉพาะตัว โดยกลุ่มแรกคือกลุ่มที่จะได้อานิสงส์จากการที่เงินบาทอ่อนค่า และการที่จีนกลับมา restock อีกครั้ง อย่างเช่น CPF*, KCE* และ
TU* โดยเรามองว่าแนวโน้มภาคท่องเที่ยวที่อ่อนแอต่อเนื่อง และแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ กนง. จะกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนลง และหนุนภาวะของหุ้นกลุ่มส่งออก กลุ่มที่สองคือกลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่จะได้อานิสงส์จากการที่พรบ. งบประมาณปี 2563 เข้าสู่กระบวนการเบิกจ่ายได้ตามปกติแล้ว โดยในกลุ่มนี้เราชอบ CK* และ STEC* ส่วนกลุ่มที่สาม เราแนะนำหุ้นที่ถูกเทขายหนัก และมีโมเดลธุรกิจแข็งแกร่งอย่างเช่น BAM ซึ่งผลการดำเนินงานจะได้อานิสงส์จากภาวะเศรษฐกิจและการบริโภคในประเทศที่ชะลอตัวลง รวมถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลงด้วย