ธุรกิจที่ปรึกษาเปิดร้านกาแฟ ให้เช่าบาริสต้า ส่งอาหารพร้อมทานแบบโฮมเมดให้กับร้านคาฟ่ กลายเป้าหมายใหม่ของ ‘ซิกซ์บริว คอฟฟี่’ ร้านกาแฟที่ มองเห็นถึง Pain Point ลูกค้าในแต่ละกลุ่มและสามารถแก้ปัญหาให้ได้ตรงจุด
พรรณลักษณ์ ตลาภา ผู้ก่อตั้งร้านกาแฟ Six Brew Coffee กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของซิกซ์บริว คอฟฟี่เกิดจากไอเดียที่ต้องการดีไชน์ชั้น1 ของออฟฟิศให้เป็นดิสเพลย์ขายของตกแต่ง แต่กลัวลูกค้าจะไม่กล้าเข้าร้าน เพราะคนส่วนใหญ่มักคิดว่าของตกแต่งบ้านราคาแพง จึงเปิดเป็น ร้านกาแฟ Six Brew Coffee ขึ้นมาดึงลูกค้าเข้าร้าน และอีกเหตุผลหนึ่งต้องการทำเป็นสวัสดิการให้กับพนักงาน ไม่ได้คิดจะทำธุรกิจจริงจัง จึงมีโต๊ะให้ลูกค้านั่งแค่3 โต๊ะ 14 ที่นั่ง
หลังจากเปิดร้านได้ 2 สัปดาห์ ปรากฏว่า ที่นั่งเริ่มไม่เพียงพอกับจำนวนของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ ทำให้ต้องเพิ่มจำนวนโต๊ะ ส่งผลให้ปัจจุบันมีโต๊ะจำนวน27 โต๊ะ 150 ที่นั่ง กลายเป็นว่า ปัจจุบันมีงานอีเว้นท์ต่างๆ กองถ่ายภาพยนตร์ละคร จัดวันเกิด เข้ามาขอใช้พื้นที่ ทุกเดือน ในลักษณะการบอกต่อ(viral marketing) ทำให้ต้องขยายไปรูปแบบการให้บริการไปหลายรูปแบบ
ต่อมาพรรณลักษณ์ เกิดไอเดียจัดฟรีคอนเสิร์ตทุกเดือนๆละครั้งช่วงวันอาทิตย์ ยิ่งทำให้คนรู้จักร้านและเข้ามาใช้บริการมากขึ้นจนต้องรื้อส่วนที่วางของตกแต่งบ้านชั้น 2 ออกไป เพื่อรองรับกับจำนวนลูกค้าที่เข้ามา พรรณลักษณ์ มองว่า ทำเลในย่านลาดปลาเค้า มีจุดเด่นในแง่ของการเป็นย่านที่พักอาศัย มีโรงเรียน สำนักงาน จำนวนมาก ทำให้ร้านกาแฟของเธอกลายเป็น “จุดรับแขก” ของคนในย่านนี้ เวลาที่ใครมีเพื่อน หรือญาติมามักจะมานั่งดื่มกาแฟที่นี่
ปัจจุบันร้านกาแฟแห่งนี้ มียอดขาย 6แสนบาทต่อเดือน (ยังไม่หักค่าใช้จ่าย) เฉลี่ยขายได้วันละ 100กว่าแก้ว เสาร์ อาทิตย์ 300 แก้ว กลุ่มลูกค้า 25- 40ปีส่วนใหญ่จะเป็นขาประจำ 70% ที่เหลือ 20% เป็นขาจร สิ่งที่ดึงดูดให้คนมาร้านคือมีที่นั่งเยอะ มีปลั๊ก ไวไฟ เพดานสูงดูโปร่งน่านั่งทำงาน ที่นี่ไม่ไล่ลูกค้าและจุดแข็งสุดคือมีที่จอดรถถึง 43 คัน และวันเสาร์ -อาทิตย์เปิดให้บริการห้องประชุมชั้น3
“ตอนนี้รายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากการรับจัดอีเว้นท์ ถ่ายละคร แต่เราจะไม่ให้จัดงานติดกัน เพื่อไม่ให้กระทบกับลูกค้าประจำ ปัจจุบันรายได้ของบริษัทไม่ได้มาจากการขายกาแฟ เริ่มคงที่แล้ว เพราะกลุ่มลูกค้าหลักจะเป็นคนที่อยู่อาศัยในย่านนี้”
พรรณลักษณ์ ยังบอกว่า การทำร้านกาแฟยุคนี้ “ไม่ใช่เรื่องง่าย” เพราะลูกค้ามีความรู้เรื่องกาแฟเยอะขึ้น หากทำร้านกาแฟจริงจังต้องศึกษาหาความรู้ให้มากขึ้น ทำให้ตนและทีมบาริสต้า15 คนที่เทรนขึ้นมาไปเรียนโซเชียล คอฟฟี่ แอสโซซิเอชั่น จากนั้นตนเองยังต้องไปเรียนที่สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนามเพื่อตั้งแต่ศึกษาเมล็ดกาแฟ ซ่อมเครื่องยันการดมกลิ่นเมล็ดกาแฟเพื่อแบ่งเกรดเมล็ดกาแฟในฐานะเป็นผู้เชี่ยวชาญเหมือนคนดมกลิ่นไวน์
ด้วยพื้นฐานการเป็น ผู้ประกอบธุรกิจส่งออกของตกแต่งบ้านมา 18ปี และประสบการณ์ ซึ่งต้องทำงานกับชาวต่างชาติทำให้จุดเริ่มต้นการทำร้านของเธอ จึงทำอย่างเป็นระบบ มีการเทรนนิ่ง การคิดต้นทุนวัตถุดิบในแต่ละเมนูอย่างละเอียด แม้แต่การทำโปรโมชั่น ทำให้มีโนฮาวน์ที่พร้อมจะให้บริการแก่คนที่ สนใจทำธุรกิจ จึงกลายเป็นธุรกิจใหม่ภายใต้ชื่อบริษัท Nosh ซึ่งเพิ่งตั้งในปีนี้
“ความที่เป็นร้านเปิดลูกค้าทุกคนจะเห็นกระบวนการทำงานที่เป็นระบบ ซึ่งมีลูกค้าบางรายที่มีเงินทุน อยากให้เราช่วยทำแบรนด์ร้านกาแฟ ออกแบบให้ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามีประสบการณ์จากลองผิดลองถูกในช่วงที่ผ่านมา ทำให้สามารถเป็นที่ปรึกษาได้ ว่าควรใช้เครื่องแบบไหน เงินทุนเท่าไร”
พรรณลักษณ์ ระบุว่า ปัจจุบันเทรนด์ของการทำร้านกาแฟยังดีอยู่ ซึ่ง การลงทุนร้านกาแฟขึ้นอยู่ขนาด มีตั้งแต่ขนาด S ลงทุนเฉพาะตัวบาร์และการ ตกแต่ง 3.5-4แสนบาท ขนาด M ลงทุน ประมาณ 5แสนบาท และขนาด L ลงทุน ตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป
"การลงทุนร้านกาแฟ ต้องคำถึงกำไร ที่เข้ามาด้วย ราคากาแฟแก้วละ 60 -100 บาท เมื่อไรจะคืนทุน เริ่มต้นไม่ควรลงทุนมากนัก รอให้ทุกอย่างลงตัวแล้ว ลงทุนเพิ่มจะดีกว่า ยกเว้นมีเงินทุนหนา ต้องการสร้างความแตกต่างที่มีจุดขายที่โดดเด่น แต่ถ้าเป็นเอสเอ็มอีค่อยๆทำจะปลอดภัยกว่าที่สำคัญต้องทำเป็น ทุกอย่าง จนหาคนมาช่วยบริหารจัดการได้ "
ปัจจุบันบริษัทมี 3 แบรนด์ให้คนที่สนใจลงทุนเลือก แบรนด์ GOOSE ราคากาแฟแก้วละ 50- 60 บาท แบรนด์ umbrella จะอยู่ในห้างสรรพสินค้าโรงพยาบาล ราคากาแฟแก้วละ 80- 90 บาทส่วน แบรนด์ Six Brew มีจำนวน 7-8โต๊ะ เป็นร้านกาแฟสแตนอโลน ราคาแก้วละ 80- 200 บาท เพราะเป็นกาแฟนำเข้าจากต่างประเทศ นอกจากนี้บริษัทเปิดให้บริการ ยืมตัวบาริสต้า สำหรับร้านที่มีปัญหา บาริสต้า มีการเข้าออกบ่อย
ขณะเดียวกันแตกไลน์ไปยังธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มด้วยการนำเสนอเมนูอาหารคาวให้กับร้านคาเฟ่ ที่มีปัญหาฝีมือเชฟไม่เสถียร หรือเชฟเข้าออกบ่อยทำให้ควบคุมคุณภาพอาหารไม่ได้ ในรูปบบของอาหารแช่แข็ง( Frozen) ที่นำไปอุ่นแล้วออกมาเหมือนอาหารโฮมเมด ในร้านที่มีแค่เตาไมโครเวฟจะ ได้อาหารประมาณ8เมนู มีตั้งแต่ซี่โครงหมูย่าง สปาเก็ตตี้ ข้าวอบ น้ำยาปู ไก่ตะไคร้ แต่ถ้ามีหม้อทอดด้วยจะได้ 10 เมนู ถ้ามีหัวเตาด้วยจะได้ถึง 70 เมนู
“ราคาขายส่งไม่แพงทำให้ร้านค้าสามารถรับไปขายต่อได้ในราคาที่ยังมีกำไร 40-50% แต่ทั้งนี้อยู่ที่โวลุ่มการสั่งซื้อด้วย ขณะนี้มีลูกค้า 2-3 รายที่ใช้ บริการอยู่ ”
โดยเธอสรุปว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นล้วนเกิดจาก Pain Point ของลูกค้า เพราะลูกค้าที่เข้ามาร้านกาแฟนานอยากรับประทานอาหารคาว จึงเริ่มจากการลองทำอาหารแค่ 5 เมนูล่าสุดมีถึง70 เมนูที่พร้อมให้บริการแก่ร้านที่มีปัญหาเชฟเข้าออกบ่อย ต่อไปอาจมีเชฟส์ เทเบิล (Chef's Table)เทรนด์การกินที่ต้องตามใจเชฟ





