น้ำ หนึ่งในประเด็นที่ถูกนำมาหยิบยกถกเถียงกันสำหรับในพื้นที่อีอีซี เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า จะมีความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มมากขึ้น จากความต้องการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรม และปริมาณคนที่เพิ่มเข้ามา ดังนั้นภาครัฐจึงต้องวางแผนให้รัดกุม
ทุกครั้งที่มีการลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เรื่องที่เป็นความกังวลของผู้คนในพื้นที่เกี่ยวกับน้ำ มักถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันทุกครั้ง
เนื่องจากปริมาณน้ำที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะทำให้มีปัญหาขาดแคลนทุกครั้งที่มีภาวะแล้ง และเมื่อโครงการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออกที่วาดภาพให้เห็นว่า จะนำผู้คน นักลงทุน และกิจกรรมเศรษฐกิจและสังคมจำนวนมากในพื้นที่ และแน่นอนกิจกรรมเหล่านี้มีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นอย่างมาก ยิ่งทำให้ผู้คนในพื้นที่ EEC กังวลเป็นอย่างยิ่ง
ในปัจจุบันความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ EEC มีประมาณ 2,500 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี เพื่ออุปโภคบริโภค 10% และใช้ในภาคอุตสาหกรรม 25% และ 65% ใช้ใน ภาคเกษตรกรรม
ส่วนความต้องการใช้น้ำในอนาคตในพื้นที่ EEC อีก 20 ปีข้างหน้า บนข้อสมมติฐานว่าจะมีการลงทุนใหม่ๆ และประชากรที่อพยพเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น จะทำให้ความต้องการใช้น้ำในกิจกรรมต่างๆ เพิ่มขึ้น
จนเป็นที่กังวลของทุกฝ่ายจะเกิดการขาดแคลนน้ำในพื้นนี้แน่ๆ หากไม่ทำอะไร ทั้งนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออก ก็ประมาณความต้องการใช้ ในปี 2580 อยู่ที่ 3,089 ล้าน ลบ.ม. หรือเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 650 ล้าน ลบ.ม.
ดังนั้น แผนงานที่จะสร้างเพิ่มปริมาณน้ำที่มาปิดช่องว่างของอุปสงค์และอุปทานน้ำในพื้นที่ EEC จึงถูกวาดขึ้นมา พร้อมโครงการต่างๆ ที่จะดำเนินงานในอนาคต แนวทางสำคัญๆ ที่กำหนดไว้ที่เห็นๆ ได้แก่ การพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ใกล้เคียง
การสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ EEC และพื้นที่ใกล้เคียงขึ้นใหม่และขยายความสามารถในความจุน้ำอีก 14 แห่ง ทำให้สามารถเก็บน้ำได้อีกประมาณ 770 ล้าน ลบ.ม. และดูเหมือนจะเพียงพอกับความต้องการที่ประมาณไว้ และอาจมีเผื่อเหลือเผื่อขาดบางเล็กน้อยสำหรับเหตุการณ์เหนือคาดหมาย
แม้ว่าแผนงานที่หน่วยงานต่างๆ วางแผนไว้แล้ว ก็ดูไม่น่าจะมีข้อกังวลในเรื่องปริมาณน้ำที่เตรียมไว้สำหรับการเติบโตของพื้นที่ EEC ในอนาคต แต่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมากกว่าก็คือ การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เพราะไม่เช่นนั้น หามาเท่าไรก็ไม่พอใช้ ซึ่งต้องการความร่วมมือของทุกฝ่ายในพื้นที่
นอกจากนี้ สร้างความมั่นใจในเรื่องน้ำให้กับทุกฝ่ายในพื้นที่นั้น ยังต้องรวมไปถึงการจัดสรรที่เป็นธรรม และคุณภาพของน้ำที่ดีพอสำหรับการใช้ในวัตถุประสงค์ต่างๆ มีความสะอาด ได้มาตรฐาน ในทุกฤดูกาลไม่ว่าในช่วงปกติ น้ำหลาก และช่วงฤดูแล้ง ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการวางแผนและเข้าใจระบบการจัดสรร รวมทั้งการบริหารที่มีประสิทธิภาพ
เรื่องการจัดการน้ำของ EEC นั้น ดูเหมือนว่าจะมีความพร้อมในด้านการจัดการจัดหาได้ดี แต่การยอมรับของชุมชนในเรื่องนี้นั้น ยังต้องคำนึงความเข้าใจ ความมั่นใจ ว่าทุกส่วนจะไม่มีปัญหาการขาดแคลนทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ และมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย
โดยสิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ ต้องบริการจัดการที่ใช่เฉพาะผู้คนในพื้นที่ EEC เท่านั้น แต่ต้องรวมถึงพื้นที่ที่อยู่รอบๆ EEC ด้วย เพราะผลกระทบไม่ว่าจะบวกหรือลบ พื้นที่เหล่านี้ได้รับด้วยเช่นกัน ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้









