Selective Buy เน้นหุ้นที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว
ตลาดหุ้นเมื่อวันศุกร์
SET Index วันก่อนปรับตัวลง -9.85 จุด (-0.65%) ปิดที่ 1,514 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5.6 หมื่นล้านบาท แม้ว่า WHO ประกาศให้ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโลกเพื่อยกระดับความร่วมมือในการยับยั้งการแพร่ระบาด และไม่แนะนำให้ประเทศทั่วโลกใช้มาตรการจำกัดการค้ารวมถึงการเดินทางไปประเทศจีนอย่างไรก็ตามยอดผู้เสียชีวิตและผู้ติดเชื้อไวรัสที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องยังคงกดดันให้ดัชนีทรุดตัวลง ทั้งนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 4,015 ล้านบาท และ Net Short TFEX 6,248 สัญญา แต่ซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตร 3,982 ล้านบาท
แนวโน้มตลาดหุ้นวันนี้
มุมมองเป็นลบคาด SET Index ปรับตัวลงทดสอบ 1,500 - 1,505 จุด ตามความกังวลภาวะเศรษฐกิจหดตัวจากผลกระทบการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่กระจายไปราว 20 ประเทศ และยอดผู้เสียชีวิตรวมถึงผู้ติดเชื้อไวรัสยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้นักลงทุนยังคงอยู่ในภาวะ Risk off ซึ่งสะท้อนได้จาก US Bond Yield อายุ 10 ปี ปรับตัวลงต่ำกว่าอายุ 3 เดือน เกิด Inverted yield curve ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงเศรษฐกิจถดถอยในช่วงถัดไป , VIX index พุ่งขึ้นสู่ 18.8 จุดและราคาทองคำปรับตัวขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลให้เกิดความกังวล Demand การใช้น้ำมันดิบและกดให้ราคาน้ำมันทรุดตัวลงสู่บริเวณ 51 US/Barrel ซึ่งเป็นลบต่อกลุ่มพลังงานและปิโตรฯ อีกทั้งกระแส Fund flow ต่างชาติที่ Net sell ต่อเนื่อง 7 วันราว 1.3 หมื่นลบ.จะเป็นแรงกดดันต่อดัชนีด้วยเช่นกัน
** 5 ก.พ. ติดตามการประชุมกนง.คาดหวังการปรับลดดอกเบี้ย 0.25% เป็น 1.00% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
กลยุทธ์การลงทุน: Selective Buy
- กลุ่มส่งออก Elec (KCE, HANA, DELTA), Food (CPF, TFG, TU) อานิสงส์ทิศทางเงินบาทอ่อนค่า
- กลุ่ม Defensive และงบ 4Q19F คาดว่าจะออกมาดีและดีต่อเนื่องในปีนี้ GPSC, GULF, JMT, CPF, SAWAD, MTC, BTS, BEM, INTUCH, ADVANC, OSP, และ CBG
หุ้นแนะนำวันนี้
- TU (ปิด 15.3 ซื้อ/เป้า 18.1) ค่าเงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์และยูโรส่งผลบวกโดยตรงต่อธุรกิจของ TU เพราะมีรายได้หลักมาจากการส่งออกคิดเป็น 75% ของรายได้รวม โดยทุกๆ 1 บาทที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับยูโรจะทำให้กำไรของ TU เพิ่มขึ้นประมาณ 600 -700 ล้านบาท
- JMT (ปิด 21.9 ซื้อ/เป้า Bloomberg Consensus 23) คาดแนวโน้มกำไรจะยังพุ่งทำ All time high ได้ทุกไตรมาสจากรายได้ของการเรียกเก็บหนี้ที่เพิ่มขึ้นตามพอร์ตหรือฐานลูกหนี้ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีพอร์ตหนี้ในการบริหารทั้งหมด 1.4 แสนล้านบาท สามารถสร้างกระแสเงินสดต่อเนื่องไปได้อีกอย่างน้อย 12 ปี
บทวิเคราะห์วันนี้
BCPG (ปิด 15.9 ถือ/เป้า 16)
ประเด็นสำคัญวันนี้
- (-) SET Index เดือน ม.ค. ให้ผลตอบแทน -4.2% ส่วนแนวโน้มเดือน ก.พ.ยังมีความเสี่ยงทางลงจากจำนวนผู้ติดเชื้อยังเพิ่มจำนวนไม่หยุด ให้กรอบแนวรับที่ระดับ 1,450-1,470 จุด: สรุปภาพรวมการลงทุนของตลาดหุ้นไทยในเดือน ม.ค. SET Index ให้ผลตอบแทน -4.2% ติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ส่วนพอร์ตการลงทุนของ KSS เดือน ม.ค.ให้ผลตอบแทนแย่กว่าตลาดโดยติดลบ 5.5% มุมมองเดือน ก.พ.คาด SET Index ยังมีความเสี่ยงทางลง เนื่องจากนักลงทุนยังวิตกกังวลต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าและจำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อจะกระทบเศรษฐกิจ จีน เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเราให้กรอบแนวรับของเดือน ก.พ.อยู่ที่ระดับ 1,450-1,470 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ระดับ 1,545 จุด กลยุทธ์การลงทุนเป็น Selective buy เน้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อนค่า และหุ้นที่มีปันผลจ่ายครึ่งปีหลังและให้ yield สูง Top pick: ADVANC, CPF, INTUCH, LH และ TU
- (-) สถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่ายังไม่เห็นสัญญาณบวก ล่าสุดจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็น 17,046 รายและเสียชีวิต 362 ราย: เราเชื่อว่าจำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจากไวรัสโคโรน่าที่เพิ่มขึ้นไม่หยุดจะยังเป็นปัจจัยลบหลักกดดันบรรยากาศการลงทุนอีกในวันนี้ โดยล่าสุดคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีน (NHC) รายงานจำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจากไวรัสโคโรน่าเพิ่มขึ้นเป็น 17,046 รายและ 362 ราย เพิ่มขึ้นจากตัวเลขของวันก่อนหน้าที่ 14,380 รายและ 304 รายตามลำดับ และมีรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อในต่างประเทศรวมเป็น 26 ประเทศ ขณะที่ไทยมีผู้ติดเชื้อทั้งหมด 19 ราย (มีผู้ป่วย 1 รายติดเชื้อจากคนสู่คน ซึ่งเป็นคนขับรถแท็กซี่โดยไม่มีประวัติการเดินทางไปที่ประเทศจีน)
- (+/-) ปัจจัยที่ต้องติดตามสัปดาห์นี้ – ลุ้นแบงก์ชาติลดดอกเบี้ย 0.25% ช่วยพยุงเศรษฐกิจ: ธนาคารแห่งประเทศไทยมีกำหนดประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินเพื่อกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในวัน พุธที่ 5 ก.พ. 2020 เบื้องต้นเราคาดว่าแบงก์ชาติจะลดอัตราดอกเบี้ยประมาณ 0.25% จาก 1.25% เป็น 1% นับเป็นอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากที่ภาพรวมถูกกดดันจากการส่งออกที่หดตัว ภาคการท่องเที่ยวถูกกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า การลงทุนภาครัฐยังล่าช้า ส่วนแนวโน้มที่แบงก์ชาติจะลดดอกเบี้ย 0.25% เราให้น้ำหนักไม่มากเพราะปัจจุบันค่าเงินบาทอ่อนสู่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์แล้วหากลดดอกเบี้ยแรงอาจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเร็วเกินไป การลดอัตราดอกเบี้ยเป็นบวกกับกลุ่มไฟแนนซ์ เป็นลบต่อกลุ่มธนาคาร









