วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม 2569

Login
Login

ถอดบทเรียน 130 ปีคูโบต้า มุ่งหน้าสู่เกษตรนวัตกรรม

ถอดบทเรียน 130 ปีคูโบต้า มุ่งหน้าสู่เกษตรนวัตกรรม

ถอดบทเรียน 130 ปี ของคูโบต้า และแนวทางธุรกิจจากคำกล่าวของผู้ก่อตั้ง "ผลิตภัณฑ์ของเราไม่ได้มีความหมายอะไรเลย หากไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม แม้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะดีแค่ไหนก็ตาม รวมถึงจะไม่มีการเติบโตใดๆ โดยปราศจากนวัตกรรม"

คำว่า "พัฒนา" ในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่าน มีความหมายที่เปลี่ยนไปจากเดิมๆ เพราะถ้าจะพัฒนาต้องมีคำว่ายั่งยืนตามมาด้วย ดังนั้นองค์กรธุรกิจต่างๆ ที่ต้องการยืนหยัดธุรกิจอยู่ต่อไปต้องเสริมปัจจัยดังกล่าวเข้าไปด้วย แต่หากเป็นองค์กรที่มีอายุยาวนานมากกว่า 100 ปี จะมีนิยามของคำว่าพัฒนาที่สามารถถอดบทเรียนมาได้อย่างน่าสนใจ

ยูอิจิ คิตาโอะ ประธานและกรรมการบริหารบริษัท คูโบต้า คอร์ปอเรชั่น กล่าวปาฐกถาในงาน 130th Anniversary Event of KUBOTA. &KUBOTA Exhibition ว่า จุดเริ่มต้นของบริษัทคูโบต้า ในปี 1890 ที่ กอนชิโร คูโบตะ ขณะนั้นมีอายุเพียง 19 ปี ได้เริ่มก่อตั้งโรงงานเหล็กหล่อ และในช่วงเมจิที่ 23 เกิดการระบาดของอหิวาตกโรค จึงต้องการระบบน้ำประปาที่ดี แต่มีการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลักจึงสนใจที่จะผลิตขึ้นใช้เอง 

โดยมีปรัชญาในการประกอบธุรกิจ คือ “เราต้องทำให้ได้” และ “อย่ากลัวความล้มเหลว” จนประสบความสำเร็จเป็นโรงงานท่อน้ำแห่งแรกที่ญี่ปุ่นในปี1922 ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ถดถอยหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเกษตรกรก็ประสบปัญหาภัยแล้งบริษัทฯ ได้ริเริ่มพัฒนาเครื่องยนต์ต้นกำเนิดกำลังเครื่องแรก เพื่อช่วยสูบน้ำในการทำนา ต่อมาในปี 1947 จึงได้พัฒนาสินค้ารถไถนาเดินตาม เพื่อแก้ปัญหาเรื่องอาหารขาดแคลนในประเทศญี่ปุ่นช่วงนั้น เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่นให้ดีขึ้น

ปัจจุบันคูโบต้ากว่า 120 ประเทศทั่วโลก จึงได้ยึดถือ Brand Statement ที่ว่า For Earth For Life ที่จะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการ ในวาระครบรอบ 130 ปี ได้ขยายความรับผิดชอบทางสังคม หรือ CSR ให้สอดคล้องกับแนวคิด Sustainable Development Goals หรือ SDG’s ของสหประชาชาติ มุ่งสร้างการพัฒนาโลกอย่างยั่งยืน เพื่อตอบแทนสังคมใน 3 ด้าน ได้แก่ อาหาร น้ำ และสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ในการดำเนินธุรกิจในอีก 10 ปีข้างหน้า (2030) คูโบต้าจะมุ่งเน้นการสร้าง GMB (Global Major Brand) หรือการเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ให้เกิดขึ้นจริง เพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำตลาด ด้วยการวิจัยและพัฒนา ทั้งผลิตภัณฑ์และองค์ความรู้ รวมถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยี

คูโบต้าได้วางแผนระยะสั้น 5 ปีให้สอดคล้องกับแนวทางที่ต้องการมุ่งไปถึงในปี 2030 ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์ต่างๆ ที่สะสมมายาวนานกว่า 130 ปี ในการพัฒนาเป็นโซลูชั่นที่ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้าคูโบต้าทั่วโลก

อีกทั้งปัจจุบันทั่วโลกต่างก็เผชิญสิ่งที่เรียกว่า Game Change ในหลายๆ ธุรกิจของคูโบต้าก็ได้รับผลกระทบ จึงต้องทบทวนศักยภาพด้านการแข่งขัน โดยเฉพาะเรื่องของ Digital Transformation เข้ามาใช้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อปรับเปลี่ยนจากการเป็นผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว ไปเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำให้กับลูกค้า

สอดคล้องกับคำกล่าวของกอนชิโร ผู้ก่อตั้ง ว่า “ผลิตภัณฑ์ของเราไม่ได้มีความหมายอะไรเลย หากไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม แม้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะดีแค่ไหนก็ตาม รวมถึงจะไม่มีการเติบโตใดๆ โดยปราศจากนวัตกรรม

รวมทั้งคูโบต้าจะขยายขอบเขตให้กว้างขึ้นในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการจัดการเกษตรกรรมอัจฉริยะจากคูโบต้า หรือKSAS (KUBOTA Smart Agri System) และ ด้านการจัดการสาธารณูปโภคอัจฉริยะจากคูโบต้า หรือ KSIS (KUBOTA Smart Infrastructure System) โดยในปี 2562 คูโบต้าคอร์ปอเรชั่นได้ลงทุนก่อสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งใหม่ในเมืองซาไก เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต มุ่งวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ของ KUBOTA Innovation Center ในระดับโลก

“ผมเชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงโลกแห่งนวัตกรรมสู่อนาคตของคูโบต้า เพื่อวางรากฐานการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและภาคเกษตรกรรม”

ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมาคูโบต้าคอปอเรชั่นมีรายได้รวม มูลค่า 1.8 ล้านล้านเยน แยกเป็นส่วนของฟาร์ม 83% มูลค่า 1.5 ล้านเยน ส่วนอื่น 2.9 หมื่นล้านเยนโดยภูมิภาคที่ทำรายได้มากที่สุดญี่ปุ่น สหรัฐและเอเชีย

สมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า เห็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในอนาคต เช่นแทรกเตอร์ไร้คนขับ ที่มีกำลังแรงม้าสูง ใช้ไฟฟ้าเป็นพลังงานแทนน้ำมัน เป็นการผลักดันเข้าสู่เทคโนโลยีขั้นสูงสามารถทำงานด้วยตนเอง มีระบบ IOT เข้ามาช่วย ซึ่งในประเทศไทยได้เห็นชัดและเริ่มต้นไปแล้วด้วยระบบ KSAS ที่นำมาปรับปรุงให้เหมาะสมกับแปลงและแต่ละรอบของการทำเกษตร

“ปีที่ผ่านมาสยามคูโบต้าฯก็มีรายได้ตามเป้าใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา 55,000 ล้านบาท สามารถจำหน่ายรถแทรกเตอร์ได้ 3 หมื่นคัน ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรอยู่ในเกณฑ์ดีจูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่ เพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น“

สำหรับในปี 2563 นี้ เป้าหมายรายได้ต้องหารืออีกครั้ง ซึ่งบริษัทยังมีข้อกังวล เรื่องภัยแล้ง ที่เกษตรกรไม่สามารถทำนาปรังได้ ส่วนนาปีอาจต้องล่าช้าออกไป เบื้องต้นเพื่อรองรับปัญหาที่เกิดขึ้น บริษัทได้เตรียมรับมือ ด้วยการร่วมมือกับภาครัฐบาลสนับสนุนการปลูกพืชใช้น้ำน้อย เช่น ข้าวโพดหลังนา เพื่อทดแทนการนำเข้า การปลูกถั่วเหลือง การปลูกถั่วเขียว ที่สามารถเป็นพืชบำรุงดิน เป็นต้น