สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง "สหรัฐและอิหร่าน" กำลังร้อนระอุ และสะเทือนไปทั่วโลก โดยเฉพาะในเรื่องราคาน้ำมัน โดยล่าสุด กระทรวงพาณิชย์สั่งจับตาเกาะติด ด้านกระทรวงพลังงาน "สนธิรัตน์" เรียกหน่วยงานร่วมถก จันทร์นี้
จากกรณีพิพาทระหว่างสหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน ที่กลับมาคุกรุ่นรอบใหม่ ส่งผลให้ทั้งโลกเฝ้าจับตา โดย นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ได้กล่าวถึง ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ เพื่อสังหารนายพล กัสซิม โซเลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังหน่วยรบพิเศษ Quds Force ทหารคนสำคัญของผู้นำสูงสุดอิหร่าน เมื่อเช้าวันที่ 3 ม.ค. 63 ว่าทางการสหรัฐฯ ให้เหตุผลการโจมตีดังกล่าวว่า
มีจุดมุ่งหมายเพื่อปิดความเสี่ยงและรักษาความปลอดภัย ภายหลังมีรายงานความเคลื่อนไหวที่อาจเป็นภัยต่อทูตและพลเมืองอเมริกันในพื้นที่ ขณะที่ อิหร่านประกาศพร้อมออกมาตรการตอบโต้สหรัฐฯ ซึ่งขณะนี้ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด
นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาค และสร้างความผันผวนแก่ตลาดเงินและตลาดทุน โดยประเมินว่า ในระยะสั้น ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น
โดยวานนี้ (3 ม.ค. 62) ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเกือบ 4% และมีแนวโน้มว่าปรับตัวขึ้นอีกหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวจะกระตุ้นให้นักลงทุนหันไปถือครองสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ และสนับสนุนให้ราคาทองคำปรับสูงขึ้น
ในระยะกลาง-ยาว สนค. ประเมินว่า เหตุการณ์ดังกล่าวกระทบความเชื่อมั่นและบรรยากาศการลงทุน และอาจกระทบต่อเศรษฐกิจโลกเล็กน้อย แต่คาดว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวมน่าจะดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว โดยมีปัจจัยบวกด้านอื่นๆ ที่ช่วยบรรเทาผลกระทบ เช่น ความคืบหน้าการทำข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐ - จีน และมาตรการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของหลายประเทศ
อย่างไรก็ตาม หากเกิดการตอบโต้ระหว่างกันและมีการปิดเส้นทางเดินเรือ ราคาน้ำมันจะมีแนวโน้มสูงขึ้นไปอีก เพราะน้ำมันจากตะวันออกกลางส่วนใหญ่ผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ โดยอิหร่านเป็นประเทศที่มีบทบาทหลักในการควบคุมเส้นทางดังกล่าว
นอกจากนี้ การขนส่งสินค้า ก็มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยการเดินเรือกว่า 20% ของโลกใช้เส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากมีการปิดเส้นทาง เรือบรรทุกน้ำมัน และสินค้า จะไม่สามารถใช้ช่องแคบเพื่อเข้าสู่มหาสมุทรอินเดียได้
- เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ อาจได้อานิสงส์
อย่างไรก็ตาม สินค้าส่งออกที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน เช่นเม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ น้ำมันสำเร็จรูป น้ำมันดิบ ก๊าชธรรมชาติ ก๊าซปิโตรเลี่ยมเหลว. มูลค่า 22,873.66 ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 11% ของการส่งออกรวม 11 เดือนแรก ปี 62 อาจได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
สถานการณ์ความไม่สงบจะเพิ่มความท้าทายในการฟื้นฟูตลาดส่งออกในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอิรัก และอิหร่าน และตลาดอาฟริกาที่มีประเทศในตะวันออกกลางเป็นช่องทางการค้า (trading posts) ให้สินค้าไทย แต่เชื่อว่ายังอยู่ในวิสัยที่สามารถหาแนวทางขยายการค้าได้ โดยกระทรวงพาณิชย์ พร้อมนำทัพภาคเอกชนเดินทางไปรุกตลาดอย่างน้อย 16 ประเทศ ซึ่งรวมถึงตะวันออกกลาง ในปี 63 นี้
“แม้ขณะนี้ไทยจะยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง นอกจากเรื่องตลาดทุนตลาดเงิน และราคาน้ำมันที่มีความผันผวนสูง แต่สนค. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อเฝ้าระวังและเตรียมแนวทางรับมือในระยะต่อไป โดยเฉพาะหากมีการตอบโต้กันในวงกว้างขึ้น”
ทั้งนี่ในระยะ 11 เดือนแรกปี 62 การค้าระหว่างไทยและตะวันออกกลาง มีมูลค่ารวม 25,683 ล้านดอลลาร์หรือคิดเป็น 5.8% ของการค้ารวม โดยเป็นการส่งออกมูลค่า 7,649 ล้านดอลลาร์ และการนำเข้า 18,034 ล้านดอลลาร์. ขณะที่ การค้าระหว่างไทยและแอฟริกา มูลค่ารวม 9,373 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 2.1% ของการค้ารวมโดยเป็นการส่งออกมูลค่า 6,288 ล้านดอลลาร์ และการนำเข้า 3,085 ล้านดอลลาร์
- ก.พลังงาน นัดถกด่วน สถานการณ์ราคาน้ำมัน จันทร์นี้
ทางฝั่งกระทรวงพลังงาน โดย นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่าในวันที่ 6 มกราคม ตนจะเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินและติดตามผลกระทบด้านวิกฤตน้ำมันและพลังงานหลังจากที่สหรัฐอเมริกา เปิดศึกความขัดแย้งกับอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเพิ่มราคาสูงขึ้น ทั้งนี้เพื่อติดตามว่าปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวจะลุกลามหรือกระทบต่อราคาน้ำมันหรือไม่ ส่วนสถานการณ์ล่าสุดราคาน้ำมันในประเทศยังไม่พบการปรับราคาเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามตนมั่นใจว่าหากราคาน้ำมันดิบไม่เพิ่มสูงถึง 65ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยังคงเสถียรภาพได้






