เอ็กซิมแบงก์ออกมาตรการของขวัญปีใหม่ผ่านการลดภาระหนี้หนี้และเสริมสภาพคล่องช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีคิดเป็นวงเงินรวม 6 พันล้านบาท คาดช่วยอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบกว่า 1.57 หมื่นล้านบาท
นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(เอ็กซิมแบงก์)เปิดเผยว่า ธนาคารได้ออกมาตรการของขวัญปีใหม่แก่ผู้ประกอบการส่งออกผ่านการเสริมสภาพคล่องและลดภาระในการชำระหนี้ หลังจากผู้ประกอบการดังกล่าวได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก ทำให้ปริมาณการค้าขายลดลง ขณะที่ การค้าทางออนไลน์ทำได้ง่ายขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนในการดำเนินกิจการ และยังมีต้นทุนเพิ่มขึ้นในการปรับปรุงคุณภาพสินค้าและบริการให้ได้มาตรการสากล
“มาตรการนี้ เราจะช่วยผู้ส่งออกเอสเอ็มอีทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบันของธนาคารในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ให้มีสภาพคล่องมากขึ้นสำหรับนำไปใช้ในกิจการและได้รับการบรรเทาภาระในการชำระหนี้ในภาวะที่อาจได้รับคำสั่งซื้อลดลง แต่ยังคงมีภาระของต้นทุนคงที่ที่กิจการต้องจ่ายทุกเดือน หรือเมื่อมีคำสั่งซื้อเข้ามา ก็สามารถนำมาเบิกใช้สินเชื่อหมุนเวียนได้ รวมทั้งใช้ในการปรับปรุงสินค้าและบริการให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น พร้อมที่จะแข่งขันท่ามกลางตลาดโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงในปี 2563”
สำหรับมาตรการเสริมสภาพคล่องผู้ส่งออก จะช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นผู้ส่งออก ผู้นำเข้าเพื่อผู้ผลิตในการส่งออก และผู้ผลิตเพื่อผู้ส่งออก สามารถเลือกได้ที่จะใช้วงเงินกู้ระยะยาวหรือวงเงินกู้ระยะสั้น สำหรับนำไปลดภาระการชำระหนี้และเพิ่มสภาพคล่องกิจการให้มีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับดำเนินธุรกิจส่งออก หรือปรับปรุงเครื่องจักร โรงงาน เทคโนโลยีการผลิต เป็นต้น วงเงินสูงสุด 20 ล้านบาทต่อราย ระยะเวลาชำระคืนสูงสุด 7 ปี อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1-2 เท่ากับ 3.99% ต่อปี สามารถใช้หนังสือค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นหลักประกันร่วมกับหลักประกันอื่น ๆ ได้ ฟรีค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อผ่าน บสย. สูงสุด 4 ปี เป้าหมายวงเงินอนุมัติ 2,000 ล้านบาท
ส่วนมาตรการลดภาระในการชำระหนี้ เพื่อช่วยเหลือลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารที่ยังไม่ต้องการวงเงินเพิ่ม แต่ต้องการลดภาระในการผ่อนชำระหนี้รายงวดที่มีกับธนาคารทั้งเงินกู้ยืมระยะยาวและเงินกู้ยืมระยะสั้น โดยลูกค้าที่มีวงเงินกู้ยืมระยะยาวจะขยายระยะเวลาผ่อนชำระเงินกู้ได้สูงสุดไม่เกิน 2 ปี กรณีขยายระยะเวลาผ่อนชำระเงินกู้ไม่เกิน 1 ปี จะได้รับอัตราดอกเบี้ยลดลงจากเดิม 0.125% ต่อปี ส่วนลูกค้าที่มีวงเงินกู้ยืมระยะสั้นจะได้รับการเพิ่มสัดส่วนการเบิกกู้และลดอัตราดอกเบี้ย โดยเบิกกู้ได้เพิ่มสูงสุด 95% ของมูลค่า L/C และ 85% ของมูลค่า P/O พร้อมลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.125% ต่อปีเป็นระยะเวลา 1 ปี มีวงเงินสนับสนุน 4,000 ล้านบาท คาดมีลูกค้าอยู่ในข่ายรับความช่วยเหลือนี้ราว 400 ราย
ทั้งสองมาตรการมีระยะเวลาให้บริการตั้งแต่เดือนธ.ค.2562 ถึง 31 ธ.ค.2563 คาดว่า จะช่วยอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ราว 15,700 ล้านบาท ช่วยให้เกิดการจ้างงานในระบบ 5,200 ราย เพิ่มสภาพคล่องและบรรเทาภาระหนี้ของผู้ส่งออกเอสเอ็มอีได้กว่า 750 ราย ช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในห่วงโซ่มูลค่าการส่งออกได้รับการบรรเทาภาระหนี้และต้นทุนการดำเนินกิจการ รวมทั้ง ใช้โอกาสนี้ปรับปรุงสินค้าและบริการเพื่อให้การส่งออกแข่งขันได้ดีขึ้นในอนาคต









