“วิริยะประกันภัย” ส่งสัญญาณ ปีหน้าปรับขึ้นเบี้ยประกัน 2%ในรถกลุ่มเสี่ยง “ซิตี้คาร์" หรือรถที่เด็กจบใหม่ชอบใช้ รับเกณฑ์เพิ่มความคุ้มครองประกันรถยนต์ภาคสมัครใจจาก 5แสนบาท เป็น 7แสนบาทต่อราย ดันค่าสินไหมพุ่งแตะ65% จากปีนี้อยู่ที่ 62%
นายสยม โรหิตเสถียร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ปรับความคุ้มครองชีวิตและร่างกายของประกันภัยรถยนต์ ภาคสมัครใจ เป็น7แสนบาท เพื่อรวมกับความคุ้มครองประกันภัยรถยนต์ ภาคบังคับ 3แสนบาทเป็น 1 ล้านบาทต่อรายในปี 2563 จะส่งผลกระทบต่อตลาดประกันภัยรถยนต์ ทำให้จำเป็นต้องปรับขึ้นเบี้ยประกันประมาณ 2%
บริษัทจะพิจารณาปรับขึ้นเบี้ยอย่างระมัดระวังและสมเหตุสมผล เนื่องจากกำลังซื้อยังคงชะลอตัวโดย จะขึ้นเบี้ยเฉพาะในกลุ่มรถเสี่ยง เช่น กลุ่มรถที่วัยรุ่นใช้ กลุ่มรถซิตี้คาร์ รวมถึงจะพิจารณาตามอายุผู้ขับขี่ และจำนวนระยะเวลาการใช้รถ โดยปัจจุบันบริษัทมีรถกลุ่มเสี่ยง 60-70%ของพอร์ต ส่วนใหญ่เป็นรถซิตี้คาร์ อายุผู้ขับขี่ 20-35 ปี เป็นนักศึกษาจบใหม่ เริ่มต้นทำงาน และเด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ
ทั้งนี้ การปรับเพิ่มความคุ้มครองดังกล่าว มีโอกาสทำให้อัตราความเสียหายประกันภัยรถยนต์ของบริษัทในปีหน้าเพิ่มขึ้นเป็น 65% จากในปีนี้อัตราความเสียหายดังกล่าวเพิ่มขึ้นแล้ว 2% เป็น 62% จากกรณีค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ถือว่าเป็นอัตราความเสียหายสูงสุดตั้งแต่ตั้งบริษัทมา บริษัทจึงต้องใช้วิธีการเพิ่มเบี้ยประกันรถกลุ่มเสี่ยง และลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อคุมอัตราความเสียหายไม่ให้เกิน 60%
ทางด้านผลการดำเนินธุรกิจในปีนี้ คาดว่าบริษัทมีเบี้ยประกันรับเติบโต 4% หรือราว 3 หมื่นล้านบาท เติบโตใกล้เคียงเป้าหมายเดิมวางไว้ที่ 5% หลังจากในช่วง 9 เดือนปีนี้ มีเบี้ยปะกันรับทั้งสิ้นเติบโต เพียง 3.43%หรือราว 2.9 หมื่นล้านบาท ถือเป็นการเติบโตไม่หวือหวา แยกประกันภัยรถยนต์ 89.21%และประกันภัยไม่ใช่รถยนต์ 10.79%
“ แม้บริษัทจะมีงานลูกค้าต่ออายุในสัดส่วนที่สูงถึงกว่า 70% แต่ลูกค้าใหม่ในปีนี้หายไป จากยอดขายรถใหม่ชะลอตัวลงตลอดทั้งปี ทำให้บริษัทยังได้งานในส่วนเท่าเดิมแต่ยอดเบี้ยประกันลดลง และยังต้องรอติดตามสถานการณ์ยอดขายรถใหม่ในงานมอร์เตอร์เอ็กซ์โปปลายปีนี้ก่อน หากมียอดขายรถใหม่เข้ามาเพิ่มมากขึ้น มีโอกาสทำให้เบี้ยประกันรับทั้งสิ้นเติบโตได้ตามเป้าหมาย”
ส่วนในปีหน้าบริษัทยังคงตั้งเป้าหมายเบี้ยประกันภัยรับทั้งสิ้นเติบโต 5% ตามการเติบโตของอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยที่คาดว่าจะเติบโต 5% หรืออยู่ที่ 2แสนล้านบาท บริษัทมุ่งเน้นกลยุทธ์รักษาฐานลูกค้าเดิม เพิ่มอัตราการงานลูกค้า เพิ่มจุดเชื่อมต่อระหว่างศูนย์สินไหม 20 แห่งในพื้นที่กรุงเทพฯ มุ่งขยายประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ โดยเฉพาะประกันสุขภาพ
ด้านกำไรสุทธิปีนี้คาดได้ 2พันล้านบาทตามเป้าหมาย แต่ลดลงจากปีก่อนอยู่ที่ 2.5พันล้านบาท จากค่าสินไหมที่เพิ่มขึ้นจากค่าขาดผลประโยชน์จากการใช้รถ เฉพาะ9เดือนปีนี้ มีกำไรสุทธิ 1.17พันล้านบาท ยังมาจากกำไรจากการลงทุนเป็นหลัก โดยใช้วิธีการปรับพอร์ตลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ภาวะตลาดทุนปรับตัวลง หากสงครามการค้าคลี่คลาย แนวโน้มกำไรในปีหน้ามีโอกาสปรับตัวดีขึ้น ปัจจุบันบริษัทมีเม็ดเงินลงทุนทั้งสิ้นกว่า 6.2 หมื่นล้านบาท






