คาดกำไรปี 2563- 2564 เติบโตเฉลี่ย 4.2 % ต่อปี
บริษัท โรงพยาบาลไทยนครินทร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TNH ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนขนาดกลาง ก่อตั้งมาแล้วกว่า 26 ปีมีที่ตั้งอยู่ในย่านกรุงเทพฯตะวันออก (เขตบางนา) สามารถให้บริการทั้งแบบผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก บริษัทมีกลุ่มลูกค้าหลัก 3 ส่วน คือ 1) กลุ่มลูกค้าบริษัทคู่สัญญา (Corporate) 2) กลุ่มลูกค้าบริษัทประกัน (Insurance) และ 3) กลุ่มลูกค้าทั่วไป (Self-pay) ฝ่ายวิจัยประเมินราคาเหมาะสมสำหรับปี 2563 อยู่ที่ 39.50 บาท
ประเด็นสำคัญในการลงทุน
- โรงพยาบาลไทยนครินทร์กับ 26 ปีที่ให้บริการ : บริษัท โรงพยาบาลไทยนครินทร์ จำกัด (มหาชน) TNH ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนขนาดกลางในแถบกรุงเทพฯฝั่งตะวันออกเปิดดำเนินงานมานานกว่า 26 ปีในการให้บริการรักษาพยาบาลทั้งผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน และผู้ป่วยฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง มีศูนย์และคลินิกต่าง ๆ บริษัทมีแผนงานในอนาคตในการก่อสร้างโรงพยาบาลไทยนครินทร์ 2 บริเวณพื้นที่ติดกับโรงพยาบาลไทยนครินทร์ในปัจจุบัน
- กำไรปี 2559 – 2561 เติบโตเฉลี่ย 12.4% : ปี 2559 – 2561 บริษัทมีรายได้เท่ากับ 1,887 ล้านบาท, 1,950 ล้านบาท และ 2,135 ล้านบาท ตามลำดับ เติบโต เฉลี่ย (CAGR)4% ต่อปีจากจำนวนผู้ป่วยนอก (OPD) และผู้ป่วยใน (IPD) ที่เติบโตต่อเนื่องทุกปี โดยมีกำไรสุทธิ เท่ากับ 282 ล้านบาท, 291 ล้านบาท และ 356 ล้านบาท ตามลำดับ เติบโตเฉลี่ย (CAGR) 12.4% ต่อปี หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ (%NPM) เท่ากับ 14.9%, 14.9% และ 16.7% ตามลำดับ สำหรับปี 2562 มีกำไรสุทธิลดลง 11%YoY เหลือ 318 ล้านบาท สวนทางกับรายได้ค่ารักษาพยาบาลเท่ากับ 2,155 ล้านบาท ขยายตัว 1%YoY เนื่องจากการปรับขึ้นเงินเดือนพนักงาน ค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองผลประโยชน์พนักงานเพิ่มขึ้น ประกอบกับมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการได้รับการต่ออายุสัญญาค่าตอบแทนสิทธิการเช่าที่ดิน
- คาดกำไรปี 2563- 2564 เติบโตเฉลี่ย 2 % ต่อปี : ด้วยสมมติฐานอัตราการเติบโตของจำนวนผู้ป่วยนอก 2.6% อัตราการเติบโตของรายได้ผู้ป่วยนอกต่อคน 3.5% และอัตราการเติบโตของจำนวนเตียงที่ใช้บริการ 4% และอัตราการเติบโตของรายได้ผู้ป่วยใน 4% ฝ่ายวิจัยประมาณการรายได้ค่ารักษาพยาบาลสำหรับปี 2563 และ 2564 อยู่ที่ราว 2,306 ล้านบาท และ 2,468 ล้านบาท ซึ่งเติบโต 7%YoY ด้วยสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นเท่ากับ 27.1% ใกล้เคียงกับ 26.7% ในปี 2562 และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อรายได้เท่ากับ 10% เพิ่มขึ้นจาก 9.7% ในปี 2562 เนื่องจากค่าเช่าที่ดินที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีประมาณการกำไรสุทธิสำหรับปี 2563-2564 เท่ากับ 323 ล้านบาท และ 345 ล้านบาท อัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 4.2% ต่อปี
- เริ่มต้นด้วยคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 39.50 บาทสำหรับปี 2563 : ฝ่ายวิจัยมีมุมมองบวกต่อปัจจัยพื้นฐานในระยะยาวที่มีกระแสเงินสดสม่ำเสมอจากการดำเนินงาน การประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธี PER อิง Prospect PER ที่ระดับ 22 เท่าซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลในตลาด mai แต่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลในตลาด SET ที่ซื้อขายที่ระดับเกือบ 28 เท่า โดยประเมินกำไรต่อหุ้นปี 2563 เท่ากับ 1.79 บาท ได้ราคาเหมาะสมเท่ากับ 39.50 บาทสำหรับปี 2563 พร้อมคาดการณ์เงินปันผลหุ้นละ 0.57 บาทคิดเป็น yield 1.7% ต่อปี






