วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม 2569

Login
Login

'เพซ' แหล่งรวม 'เซียนหุ้น' ชื่อดัง ติดกับดักโครงการขายฝัน

'เพซ' แหล่งรวม 'เซียนหุ้น' ชื่อดัง ติดกับดักโครงการขายฝัน

หากย้อนกลับไป พลิกดูรายชื่อ "ผู้ถือหุ้นใหญ่" ของ บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PACE นับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนเมื่อปี 2556 ต้องบอกว่า “เพซ” ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่เหล่าบรรดา “เซียนหุ้น” ถือลงทุนกันมากมาย

หรือจะเรียกว่าเป็นแหล่งรวมพลของเซียนหุ้นก็ว่าได้ ...จึงเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่หุ้นเพซจะดำดิ่งลงมาได้ขนาดนี้

แรกเริ่มเดิมที บล.เอเซียพลัส เป็นผู้ปลุกปั้น "เพซ" มากับมือ และนำบริษัทเข้าจดทะเบียนได้สำเร็จด้วยเกณฑ์มาร์เก็ตแคปเป็นรายแรก หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ณ เวลานั้น เพซยังคงมีผลประกอบการ "ติดลบ" แต่ด้วยมูลค่าโครงการต่างๆ ที่มีอยู่ในมือ ทำให้บริษัทมีมูลค่าหลักทรัพย์สูงกว่า 7,500 ล้านบาท ตามที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนดไว้

จากรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ ชุดแรก หุ้นกว่า 50% ยังคงอยู่ในมือของ "ตระกูลเตชะไกรศรี" และได้นักลงทุนรายใหญ่อย่าง "ณฤทธิ์ เจียอาภา" หัวเรือใหญ่ของ ซีเฟรชอินดัสตรี (CFRESH) เข้ามาร่วมถือหุ้นในสัดส่วน 1.8% ด้วยการซื้อหุ้นไอพีโอที่ราคา 3.50 บาท ก่อนจะทยอยเก็บเพิ่มอีกเล็กน้อยจนสัดส่วนการถือขยับขึ้นเป็น 1.97% ในช่วงที่ราคาหุ้นร่วงครั้งแรกไปเหลือเพียง 1 บาทกว่า

แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไปเกือบ 4 ปี จนถึงปี 2560 รายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ของ PACE ก็ไม่ปรากฎชื่อของ ณฤทธิ์ เจียอาภา อีกต่อไป ...นับว่า “ณฤทธิ์” หาจังหวะในการออกได้พอเหมาะพอเจาะ เพราะเมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว ช่วงเวลาดังกล่าว คือ ช่วงที่ดีที่สุด ซึ่งราคาหุ้นเพซวิ่งขึ้นไปแตะ 4 บาท ก่อนที่ทุกอย่างจะพังลงมา

อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ที่เป็นจริง นักลงทุนที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีกลับออกไปจากเข้ามาถือหุ้นเพซอย่าง ณฤทธิ์ ดูเหมือนจะไม่ได้มีมากนัก

157252672080

หลังจากที่ราคาหุ้นเพซวิ่งขึ้นมายืนเหนือไอพีโอได้สำเร็จ ในปี 2560 ทำให้นักลงทุนรายเล็กรายใหญ่ต่างตบเท้าก้าวเข้ามาถือหุ้นเพซกันมากมาย จนรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เดิมทีมีเพียง 14-15 ราย เพิ่มขึ้นเป็น 23 ราย ในทันที

เซียนหุ้นที่คุ้นชื่อกันดีอย่าง ‘เสี่ยยักษ์’ วิชัย วชิรพงศ์ เข้าซื้อ 66.97 ล้านหุ้น สัดส่วน 1.78% ‘เสี่ยป๋อง’ วัชระ แก้วสว่าง เข้าซื้อ 30 ล้านหุ้น สัดส่วน 0.80% รวมไปถึงสถาบันต่างประเทศอย่าง Morgan Stanley, AIA และบล.ไทยพาณิชย์ ก็เข้ามาร่วมวงในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

ผ่านไปไม่ถึงปีหุ้นเพซพลิกจากหน้ามือ เป็นหลังมือ ราคาหุ้นดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะปิดปี 2560 ไปที่ระดับ 0.59 บาท ร่วงลงมากว่า 80% ถึงแม้ผลงานในปีนั้น เพซจะมีกำไรมาให้เห็น 171.12 ล้านบาท แต่ก็เกิดจากการตีมูลค่ารายได้ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงเข้ามาล่วงหน้าเท่านั้น หนำซ้ำผู้ตรวจสอบบัญชียังตั้งข้อสังเกตในประเด็นนี้อีกด้วย

เมื่อการลงทุนไม่เป็นไปอย่างที่คิด บางครั้งการยอมตัดใจขายขาดทุนก็อาจจะเป็นทางเลือกที่สบายใจมากกว่า ซึ่ง ‘เสี่ยป๋อง’ ก็ดูเหมือนจะเลือกแนวทางนี้ เพราะผ่านไปเพียง 8 เดือน ก็ไม่ปรากฎรายชื่อ วัชระ แก้วสว่าง ในรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่อีกแล้ว

‘เสี่ยป๋อง’ วัชระ แก้วสว่าง เปิดเผยว่า การเข้าลงทุนในหุ้นเพซเวลานั้นเป็นการตัดสินใจจากเชิงเทคนิค เมื่อราคาไม่ได้เคลื่อนไปอย่างที่คาดไว้ และหลุดลงมาต่ำกว่า 3 บาท ก็ตัดสินใจรักษาวินัยและตัดขาดทุนออกไป หลังจากนั้นก็ยังไม่ได้เข้าไปลงทุนอีกเลย

ขณะเดียวกัน เราก็ยังได้เห็นนักลงทุนขาใหญ่และผู้คร่ำหวอดในแวดวงตลาดทุนอีกหลายราย ที่ยังน่าจะเชื่อมั่นว่าเพซกำลังเดินไปสู่อนาคตที่สดใส และตัดสินใจเข้ามาถือหุ้นหลังจากที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาอย่างรุนแรง

"ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์" ประธานกรรมการบริหาร ซีพีออลล์ (CPALL) เป็นอีกหนึ่งรายที่ยอมควักเงินเข้าถือหุ้น 100 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.66% 

"วิทูร เลิศพนมวรรณ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไอเอฟซีจี บริษัทที่ปรึกษาการเงินอิสระ เข้าถือ 37 ล้านหุ้น คิดเป็น 0.98% 

รวมไปถึง "สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์" อดีตประธานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็เข้ามาร่วมแจม ถือหุ้น 27 ล้านหุ้น หรือ 0.72%

แม้เพซจะได้ผู้ที่คร่ำหวอดเหล่านี้เข้ามาเรียกความเชื่อมั่น แต่ฐานะการเงินก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะท้ายที่สุดแล้ว เมื่อสภาพคล่องยังมีปัญหา ทำให้บริษัทจำเป็นต้องประกาศเพิ่มทุนอีก 2 ครั้ง ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

ครั้งแรกเมื่อปลายปี 2560 ในราคา 0.50 บาทต่อหุ้น สัดส่วน 1 หุ้นเดิม ต่อ 2 หุ้นใหม่ และครั้งถัดมาเมื่อเดือน ก.ค. 2562 ในราคา 0.25 บาทต่อหุ้น สัดส่วน 3 หุ้นเดิม ต่อ 2 หุ้นใหม่

หกปีผ่านไป เราได้เห็นนักลงทุนมากหน้าหลายตาผลัดเวียนกันเข้ามาและออกไป 

ส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ล่าสุด ณ วันที่ 8 พ.ค. 2562 ปรากฎชื่อนักลงทุนบิ๊กเนมรายใหม่ อย่าง "จิรวุฒิ คุวานันท์" ประธานใหญ่แห่งโค้วยู่ฮะ ดีลเลอร์รถกระบะอีซูซุ รายใหญ่ของไทย เข้าถือหุ้น 302.4 ล้านหุ้น หรือ 2.51% ชนะชัย ลีนะบรรจง ถือหุ้น 88.44 ล้านหุ้น หรือ 0.73%

รวมไปถึงเจ้าหนี้ของเพซ อย่าง ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และบรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป (BROOK) ของตระกูลบูลกุล ก็เข้ามาถือหุ้นด้วยในสัดส่วน 3.07% และ 0.76% ตามลำดับ

หุ้นเพซ จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญของเหล่าเซียนหุ้น ที่ต้องวางเดิมพันกับโครงการในอนาคต ซึ่งนับเป็นหนึ่งบทเรียนที่มีราคาแพง!