วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

โจทย์หิน ‘เพซ’ แก้ปมสภาพคล่อง ลุ้น 'เจ้าหนี้' ชี้ชะตาต้นพ.ย.นี้

นักวิเคราะห์ชี้ ‘เพซ’ ต้องเร่งปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อดันโครงการในมือออกขาย ขณะที่ ‘บรุ๊คเกอร์ กรุ๊ป’ เผยอยู่ระหว่างเร่งเจรจาหาข้อสรุป

จากกรณีที่ บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PACE เปิดเผยแนวทางในการแก้ปัญหากรณีผิดนัดชำระหนี้ของบริษัท 3 แนวทาง ได้แก่ 1.การหาพันธมิตรรายใหม่เข้ามาร่วมลงทุน 2.การเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อเปลี่ยนหนี้เป็นทุน และ 3.การเข้าฟื้นฟูกิจการ

นายธนภัทร ฉัตรเสถียร นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ มองว่า โอกาสในการที่ธนาคารไทยพาณิชย์ เจ้าหนี้รายใหญ่ของเพซ จะเลือกแนวทางการแปลงหนี้เป็นทุน อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นง่ายนัก เพราะการเข้าไปลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องก็จะขัดกับธุรกิจธนาคารซึ่งเป็นธุรกิจหลัก

นอกจากนี้ การจะเลือกแปลงหนี้เป็นทุน ธนาคารจำเป็นจะต้องประเมินความเสี่ยงอย่างละเอียด และมั่นใจได้ว่าภายหลังจากนั้น เพซจะสามารถกลับมาชำระคืนหนี้ได้ตามปกติ และหากธนาคารไทยพาณิชย์ตัดสินใจแปลงหนี้เป็นทุน เชื่อว่าจะเป็นสัดส่วนการถือหุ้นเพซที่ค่อนข้างสูง

“การแปลงหนี้เป็นทุนเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมักจะเป็นทางเลือกท้ายๆ ของธนาคาร ซึ่งในเบื้องต้นก็น่าจะมีการประเมินมูลค่าทรัพย์สินมาชำระหนี้ก่อน รวมถึงการเจรจาเพื่อขยายเวลาในการชำระหนี้ออกไปและในมุมของเพซ จำเป็นจะต้องเร่งแก้ปัญหาหนี้ให้ได้เสียก่อน เพราะโครงการต่างๆ ที่มีอยู่ในมือขณะนี้ก็หยุดชะงักไปแล้วบางส่วน”

จากการตรวจสอบรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ของ เพซ ดีเวลลอปเมนท์ พบว่าเจ้าหนี้ "2 ราย" ของบริษัท ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เข้ามาถือหุ้นเพซ จำนวน 369.9 ล้านหุ้น คิดเป็น 3.07% ซึ่งเป็นผลจากการซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่ราคา 0.51 บาท เมื่อปี 2561

ขณะที่ บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป (BROOK) ได้เข้ามาถือหุ้นเพซในสัดส่วน 91 ล้านหุ้น คิดเป็น 0.76% ตั้งแต่รอบปิดสมุดทะเบียนเดือน มี.ค. 2562

ด้าน "ชาญ บุลกูล" ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BROOK ในฐานะเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้น เพซ กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างการเร่งเจรจาร่วมกับเพซ ถึงแนวทางที่จะดำเนินการแก้ปัญหาหนี้กันต่อไปหลังจากนี้ แต่ในเบื้องต้นยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าแนวทางที่จะตกลงร่วมกันนี้จะเป็นรูปแบบใด

ส่วนแนวทางในการหาพันธมิตรใหม่เข้ามาร่วมลงทุน เพื่อเสริมสภาพคล่องให้บริษัทสามารถดำเนินโครงการต่อไปได้ ก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ เพียงแต่เพซจะสามารถทำได้ทันตามกรอบเวลาที่จำกัดหรือไม่

ข้อจำกัดแรก คือ กรอบเวลาชำระหนี้หลังจากที่ธนาคารไทยพาณิชย์ขยายให้กับเพซ ซึ่งจะครบกำหนดชำระในวันที่ 4 พ.ย. นี้ จำนวน 2,697 ล้านบาท หรืออีกเพียงไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ และอีก 6,781.96 ล้านบาท ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 20 พ.ย. 2562

ขณะเดียวกัน ถึงแม้ว่าสินทรัพย์ของเพซจะยังคงสูงกว่าหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยอยู่ราว 6 พันล้านบาท แต่หากเพซยังไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ในเร็ววัน ผลประกอบการที่ขาดทุนอย่างต่อเนื่องจะกดดันให้ส่วนของผู้ถือหุ้นของเพซลดลงไปจนติดลบในที่สุด

สำหรับความเคลื่อนไหวของหุ้นเพซ ล่าสุด ปิดการซื้อขายที่ 0.03 บาท โดยราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาปิดที่ราคาต่ำสุดที่จะเป็นไปได้ในวัน (Floor) ต่อเนื่องสองวันที่ผ่านมา ส่วนฐานะการเงินของเพซ ล่าสุด ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 255 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 2,298.72 ล้านบาท โดยบริษัทมีผลขาดทุนสะสม 10,639.67 ล้านบาท 

ปัจจุบัน เพซ มีโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ระหว่างรอรับรู้รายได้ทั้งหมด 4 โครงการ ซึ่งมีมูลค่าแบ็คล็อครวมประมาณ 9 พันล้านบาท และมีอสังหาริมทรัพย์พร้อมขายมูลค่ารวมประมาณ 7 พันล้านบาทได้แก่ 

1) เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เรสซิเดนเซส บางกอก ในส่วนที่บริษัทขายไปก่อนหน้านี้ มียอดขายรอโอน 876 ล้านบาท 

2) โครงการมหาสมุทร วิลล่า มียอดขายรอโอน 354 ล้านบาท และมีวิลล่าพร้อมขายมูลค่าประมาณ 3.39 พันล้านบาท 

3) โครงการนิมิต หลังสวน มียอดขายแล้วกว่า 90% เป็นยอดขายรอโอนคิดเป็นมูลค่า 6.91 พันล้านบาท และห้องชุดรอขายมูลค่าประมาณ 1.13 พันล้านบาท คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและสามารถโอนเพื่อรับรู้รายได้ภายในปี 2563

4) โครงการ วินด์เชลล์ นราธิวาส มียอดขายแล้วกว่า 30% มียอดขายรอโอนมูลค่า 792 ล้านบาท และมีห้องชุดรอขายอีกมูลค่าประมาณ 2.21 พันล้านบาท มีความคืบหน้าก่อสร้างแล้วกว่า 90% และคาดว่าจะสามารถโอนเพื่อรับรู้รายได้ภายในปี 2562