ทันทีที่สหรัฐฯ ประกาศตัดสิน GSP (Generalized system preference) ไทย เป็นการยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรสินค้าบางรายการของไทย
จากเดิมไม่ต้องเสียภาษีสินค้านำเข้าในรายการดังกล่าวเมื่อส่งออกไปขายที่สหรัฐ แถมขู่ว่าไทยไม่ดำเนินการตามสิทธิแรงงานตามหลักสากล ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะมีผล 6 เดือนข้างหน้าหรือ 26 ต.ค. 2563
โดยเสียงสะท้อนคือการต่อต้านของคนไทยที่มองว่าไม่ถูกต้องและเป็นการกระทำมีนัยแอบแฝง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ไปโยงกับการที่ไทยมีมติยกเลิก 3 สารที่ใช้ในเกษตร หรือการเตรียมเปิดศึกสงครามการค้ารอบใหม่กับกลุ่มประเทศอื่นๆ หลังประกาศศึกกับจีนไปแล้วหลายรอบและมีการจับมือเจรจาการค้าที่ล่าสุดมีสัญญาณการเจรจาไปได้ด้วยดี จึงพุ่งเป้าไปยังประเทศอื่นซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้รับสิทธิจากสหรัฐ สูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจากอินเดีย
อย่างไรก็ตามประเด็นดังกล่าวได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับภาคการส่งออกไม่น้อย เพราะด้วยการตัดสิทธิไทยถึง 573 รายการหรือ 1 ใน 3 ของทั้งหมดได้สิทธิ GSP มีมูลค่า 1,300 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 40,000 ล้านบาท
ตามการประเมินของรัฐบาลกระทรวงพาณิชย์ที่เชื่อว่ากระทบภาคส่งออกเพียง 0.01% ของภาพรวมทั้งปีแต่ในช่วงที่สถานการณ์ภาคการส่งออกไทยย่ำแย่อยู่แล้วจากตัวเลขส่งออกเดือน ก.ย. ติดลบ 1.4% ส่งผลทำให้ตัวเลขรอบ 8 เดือนส่งออกไทยติดลบ 2.2% และมีการปรับเป้าลดลงจากเดิมที่มองไว้ 8% เป็น 3% และปี 2563 ไว้ที่ 3.5% เท่ากับเป็นการซ้ำเติมภาคการส่งออกให้ทรุดลงไปอีก
โดยปัจจัยหลักที่หนักอกหนักใจภาคเอกชนมาตลอดปีคือทิศทางค่าเงินบาท ที่แข็งค่าขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และล่าสุด (29 ต.ค. ) บาทมาปิดที่ 30.20 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อเทียบกับปลายปี 2561 ที่ 32.54 บาทต่อดอลลาร์ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาแล้ว 7.19% ซึ่งยังทำสถิติแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 6 ปี
ที่สำคัญแนวโน้มค่าเงินบาทก่อนจะจบปี 2562 ยังมีทีท่าว่าอาจจะหลุดต่ำกว่า 30 บาทต่อดอลลาร์ในปีนี้ มาจากปัจจัยคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะหั่นดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ในการประชุมระหว่างวันที่ 29-30 ต.ค. นี้ เป็นไปตามคาดการณ์ถือว่าเป็นครั้งที่ 3 ในรอบปี
ปัจจัยค่าเงินบาทที่แข็งค่าเป็นเรื่องที่แม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังต้องออกแอคชั่นมาสกัดในบ้างช่วงไม่ให้แข็งค่าอย่างรวดเร็ว ทั้งการออกมาตรการจำกัดเงินบัญชีต่างชาติ ณ สิ้นวัน การตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยในรอบหลายปีหลังมีแรงกดดันจากเอกชน และภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงมากว่าที่คาดการณ์
หากเป็นไปตามที่คาดการณ์มีโอกาสที่ ธปท. จะลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% มาอยู่ที่ 1.25% ในการประชุม วันที่ 6 พ.ย. นี้ เพื่อลดแรงเสียดทานจากค่าเงินที่จะมีการเก็งกำไรค่าเงินบาทแข็งค่ามากขึ้น
เฉพาะปัจจัยค่าเงินบาทแข็งค่ามาตลอดทำให้กลุ่มอิงกับส่งออกมีกำไรลดลงถ้วนหน้า ซึ่งในงวด 6 เดือนแรก ปี 2562 กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ มีกำไรรวม 3,594.09 ล้านบาท ลดลง 21.39% จากช่วงเดียวกันปีก่อนมีกำไร 4,572.46 ล้านบาท
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคทีบี (ประเทศไทย) มองผลกระทบธุรกิจในตลาดหุ้นเล็กน้อยจากประเด็น GSP เนื่องจากจะกระทบต่อการส่งออกของไทยเพียง 0.01% ของการส่งออกรวมของไทยเฉลี่ยรายปี หรือทำให้ต้นทุนการส่งออกของไทยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ สำหรับบริษัทในตลาดหุ้นส่วนใหญ่จะไม่ได้รับผลกระทบดังกล่าว
โดยอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น กลุ่มอาหารและเกษตร กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนรถยนต์ ไม่ได้รับผลกระทบ เพราะไม่มีสินค้าที่เข้าข่ายถูกตัดสิทธิ GSP อย่างไรก็ตามความเสี่ยงของธุรกิจส่งออกคือ ค่าเงินบาทที่แข็งตัว
แบ่งผลกระทบกลุ่มเกษตรและอาหารจำกัด ซึ่งบริษัทส่วนใหญ่ (อาจจะไม่ครอบคลุม 100%) ไม่มีสินค้าที่เข้าข่ายถูกตัดสิทธิ GSP หุ้นที่เกี่ยวข้องได้แก่ TU, ASIAN, STA, CPF กลุ่ม ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้รับผลกระทบ ทั้ง DELTA, HANA, KCE และ SVI มีสัดส่วนการส่งออกสินค้าไปสหรัฐโดยตรงราว 10-30% ของรายได้รวม
กลุ่มยานยนต์ไม่ได้รับผลกระทบ ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ให้กับค่ายรถยนต์ในประเทศเป็นหลัก สำหรับการส่งออกรถยนต์ไปยังตลาดสหรัฐคิดเป็นสัดส่วนราว 5-6% จากยอดส่งออก หรือคิดเป็นประมาณ 3% จากยอดผลิตรถยนต์








